<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708</id><updated>2011-12-04T18:19:51.308+07:00</updated><title type='text'>Hidding No More เลิกแอบเสียที</title><subtitle type='html'>***เรียนท่านผู้อ่าน กำลังจะย้ายบล็อคอีกครั้งครับ บล็อคใหม่มี support เรื่อง multimedia ดีกว่าบล็อคนี้ โปรดแวะไปดูนิดหนึ่งครับ หากสะดวกรบกวนคอมเม้นท์ทางอีเมล vitadam2002@yahoo.com หรือฝากไว้บนบล็อกด้วยครับ ขอบคุณมาก www.vitayas.wordpress.com</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>15</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-3929404736158231673</id><published>2007-08-05T22:32:00.000+07:00</published><updated>2007-08-05T22:45:39.498+07:00</updated><title type='text'>คนพ่นสเปรย์ใน “Hairspray”</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RrXuFMz0aII/AAAAAAAAACc/BIn4y5ejgcw/s1600-h/use_this_one.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RrXuFMz0aII/AAAAAAAAACc/BIn4y5ejgcw/s400/use_this_one.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095240326544910466" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 4-5 ส.ค. 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเกย์ แต่เหล่าเกย์คงไปดูกันตรึม ผมคิดว่า คงเป็นเพราะ (1) เป็นหนังเพลง (2) เป็นหนังคุณภาพ และ (3) คงต้องมีคนอยากรู้แน่ๆ ว่า หนุ่มห้าวกวนบาทาชื่อ “จอห์น ทราโวลต้า” ไหง ยอมรับหญิงร่างยักษ์ในเรื่อง แล้วมันจะออกมายังไง?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Hairspray” (ชื่อไทยว่า โอ๊ะโอ๋! คนจะดัง...ขวางไม่อยู่) เคยเป็นหนังมาก่อนเมื่อปี 1988 ต่อมาเป็นละครเพลงบรอดเวย์กวาดรางวัลมโหฬารในปี 2002 ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ แต่คนดูเริ่มซาๆ แล้ว พอมาเป็นหนังอีกครั้งและดังเปรี้ยงปร้าง ไม่ต้องเดาเลยล่ะครับ ตอนนี้ผู้คนแห่ไปดูละคร ต่อชีวิตโปรดักชั่นนี้ออกไป&lt;br /&gt;อีกอย่างน่ายินดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวย้อนยุคไปในปี 1962 ณ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ (เมืองที่มีมหา’ ลัย John Hopkins) สาวน้อยวัยใสร่างปุ้มปุ้ยคนหนึ่งชื่อ “เทรซี่” ฝันอยากเป็นนักเต้นในรายการทีวีแดนซ์ระห่ำภาคกลางวันของวัยรุ่น ในยุคนั้นคนดำยังถูกกีดกัน และเป็นประชากรชั้นสอง คุณแม่ “เอ็ดนา” ของเธอเองก็ยังไม่สนับสนุนเทรซี่ลูกสาวสุดที่รัก พร้อมคอยเตือนว่าหนูควรดูสังขารตัวเองไว้นะลูก และหัดเจียมตัวเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องนี้คุณจอห์นเล่นเป็นคุณแม่คนนั้น เป็นผู้หญิง ไม่ได้เป็นกะเทย ในหนังเวอร์ชั่นแรก บทนี้ก็แสดงโดยนักแสดงชายซึ่งเป็นที่รู้จักกันในวงการ เพราะเขาชอบบทแรงๆ หลุดโลก “คุณดิไวน์” (Divine) ซึ่งปกติก็ชอบแต่งหญิงเป็นประจำ ในเรื่องเดียวกันนี้คุณดิไวน์ยังรับบทผู้ชายอีกด้วย คุณคนนี้ แกมีจุดเด่นคือน้ำหนักตัวมหึมา และเพราะโรคอ้วนนี่แหละ ทำให้เขาต้องจบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนักแสดงชายแปลงกายเป็นหญิง ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ คุณผู้อ่านคงจำคุณเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ นักแสดงผิวหมึกที่แปลงร่างเป็นคุณยายร่างยักษ์มาก่อนได้ แต่การนำนักแสดงชายมารับบทหญิงก็ถือเป็นการตลาดที่เยี่ยมยอดไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะการจับนายจอห์น ที่เคยเล่นบทโหดบทห้าวมาก่อนมาแต่งหญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน Hairspray ผู้ชมทั้งหลายก็ยังคงกังขาอยู่ดีว่า ทำไมถึงเลือกจอห์น ทราโวลต้า? ซึ่งจริงๆ แล้ว ตัวเขาเอง ก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกันว่า ทำไมต้องเป็นตูมารับบทนี้? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็สงสัยเหมือนกัน ถ้าเป็นผู้หญิงร่างยักษ์ตัวจริงมารับบทนี้ จะทำให้หนังเรื่องนี้ มีอะไรแตกต่างออกไปหรือเปล่า?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรายงานข่าวต่างๆ คุณจอห์นเล่าว่า เขาต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีกับสองเดือน ครุ่นคิดให้รอบคอบว่าจะเอายังไงดี เขาเจรจาต่อรองไปมาจนในที่สุด เขามานั่งคิดดู ก่อนหน้านี้ เขาเคยปฏิเสธบทนำในเรื่อง Chicago ละครเพลงบรอดเวย์อีกเรื่องที่มาทำเป็นหนังเพลงจนได้รางวัลออสการ์ และทำให้ฮอลลีวู้ดหันมาทำหนังเพลงอีกหลังจากซบไปนาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นจอห์นรู้สึกเสียดายที่ปฏิเสธบทนั้นซึ่งคุณริชาร์ด เกียร์ได้ไป โปรดิวเซอร์เรื่อง Chicago กับ Hairspray ซึ่งเป็นทีมเดียวกันมาเสนอบทใหม่นี้อีก แล้วทำไมจะไม่รับอีกส่วนที่เขายังลังเลก็เพราะเขาไม่ได้เล่นบท “Sing &amp; Dance” มากกว่า 30 ปีแล้ว หลังจากแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในหนังเรื่อง “Grease”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณผู้ชมที่ไปดู Hairspray มาแล้ว คงทึ่งในความสามารถของคุณจอห์น ทั้งจริตจกร้าน น้ำเสียง สำเนียงพูด ลีลาการเดิน การเต้น บางมุมผมดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคุณพิกกี้ หมูสาวแสนสวยจากเรื่องหุ่นมหาสนุก (“The Muppet Show” รายการหุ่นมือที่มีกบสีเขียวชื่อเคอร์มิท เป็นตัวเอก) คุณจอห์นบอกว่า ด้วยความที่เติบโตมาในหมู่ผู้หญิงและมีผู้หญิงที่ชื่นชอบอย่างเอลิซาเบธ เทลเล่อร์ เขาจึงไม่รู้สึกลำบากอะไรที่เลียนแบบท่าทางของผู้หญิง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำเร็จของ Hairspray ภาคนี้ คงทำให้อีกหนึ่งจอห์นมีความสุขไม่น้อย นั่นคือ “คุณจอห์น วอเตอร์ส” (เกย์เปิดเผย) ส่วนผู้กำกับฯ เรื่องนี้คือคุณอาดัม แชงค์แมน (เกย์เปิดเผยเช่นกัน) คุณจอห์น วอเตอร์สเคยกำกับภาคที่แล้ว และในภาคนี้เขาเปิดทางให้คุณอาดัม ทำในสิ่งที่ต้องการโดยไม่ขัดอะไรเลย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกเลยคุณอดัม ซึ่งอยากกำกับหนังเรื่องนื้มากโดนปฎิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใย ทำเอาเขาถึงกับอึ้งและเซ็งสุดๆ เพราะโปรดิวเซอร์เกิดเปลี่ยนใจอยากจะยกทีมบรอดเวย์มาทำหนังเรื่องนี้ซะเลย แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเขา ทีมบรอดเวย์จัดตารางไม่ลงตัว งานชิ้นนี้เลยกลับมาอยู่ในมือเขาอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนรับโปรเจกต์นี้ เขามีเรื่องใหญ่รออยู่ นั่นคือ จะหาใครมารับบท เด็กน้อยหน้าใสตัวเอกของเรื่อง เขาตั้งโจทย์ไว้ว่าจะต้องเป็นนักแสดงหน้าใหม่ อายุไม่เกิน 18 ร้องเพลง เต้นรำ และตัวอ้วนกลม บอกไปอย่างนี้ ทีมงานก็ส่ายหัวเพราะหายาก หลังจากเปิดออดิชั่นไป วันหนึ่งเขากำลังทบทวนคลิปวิดีโออยู่ ก็ได้พบกับนิกกี้ บรอนสกี้ (Nikki Bronsky) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง ชีวิตของนิกกี้กับบทที่เธอรับไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ นิกกี้เป็นสาวน้อยตัวเตี้ยม้อต้อ ที่ฝันอยากเล่นบนนี้มานาน ผู้กำกับบอกว่า เขาชอบนิกกี้ เพราะเป็นสาวตุ้ยนุ้ยที่ภูมิใจและพอใจสรีระของตัวเอง ในหนัง ผมคิดว่าคุณจะพอใจเช่นกัน เพราะท่าเต้นใดๆที่สาวน้อยร่างระหงทำได้ นิกกี้ทำได้หมด บางท่าเซ็กซี่กว่าอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิกกี้เล่าว่า งานนี้คือฝันที่เป็นจริง เธอเคยไปออดิชั่นโปรดักชั่นบรอดเวย์มาก่อน แต่ด้วยความที่อายุยังน้อยเกินไป เลยชวด เธอมารู้ข่าวเรื่องออดิชั่นทางอินเทอร์เน็ต และไม่คิดไม่ฝันว่า ผู้กำกับจะเลือกเธอ วันที่เธอได้รับข่าวการว่างจ้าง เธอยังคงทำงานเก็บตังค์ค่าขนมด้วยการเป็นเด็กตักไอติมอยู่เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Hairspray เป็นหนัง “feel good” อีกเรื่องที่ผู้ชมคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างในตัวมนุษย์ เช่น การเป็นคนอ้วน และไม่เข้าบรรทัดฐานความสวยของสังคม การเป็นคนผิวดำที่ทำให้คนเกลียดกันและกีดกันคนด้วยกัน&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;***เรียนท่านผู้อ่านบนบล็อค กำลังจะย้ายบล็อคอีกครั้งครับ &lt;br /&gt;บล็อคใหม่มี support เรื่อง multimedia ดีกว่าบล็อคนี้ครับ&lt;br /&gt;โปรดแวะไปดูนิดหนึ่งครับ หากสะดวกรบกวนคอมเม้นท์ทางอีเมล &lt;br /&gt;vitadam2002@yaho.com หรือฝากไว้บนบล็อกด้วยครับ ขอบคุณมากครับ*** &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คลิก &lt;a href="http://www.vitayas.wordpress.com"&gt;www.vitayas.wordpress.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end- &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-3929404736158231673?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/3929404736158231673/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=3929404736158231673' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/3929404736158231673'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/3929404736158231673'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/08/hairspray.html' title='คนพ่นสเปรย์ใน “Hairspray”'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RrXuFMz0aII/AAAAAAAAACc/BIn4y5ejgcw/s72-c/use_this_one.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-6476165404010220844</id><published>2007-07-29T20:03:00.000+07:00</published><updated>2007-07-29T20:06:45.518+07:00</updated><title type='text'>เรื่องเซอร์ไพรซ์</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RqyQe8z0aGI/AAAAAAAAACM/n6L_U6c7mQM/s1600-h/20066309323651083.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RqyQe8z0aGI/AAAAAAAAACM/n6L_U6c7mQM/s400/20066309323651083.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5092604140043135074" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที  วิทยา แสงอรุณ 28-29 ก.ค. 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นานๆ ทีจะมีอะไร “เซอร์ไพรซ์” ถึงสองเรื่องสองรส ถึงแม้จะต่างกรรมต่างวาระ และมาจากต้นตอคนละแหล่ง แต่ทั้งสองเหตุการณ์ก็สร้างปรากฏการณ์ “เซอร์ไพรซ์หมู่” ได้พอๆ กันเลยทีเดียว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซอร์ไพรซ์แรก เป็นหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่เพิ่งเข้าฉาย (เริ่ม 26 ก.ค. ที่ลิโด้) จากเอกสารประชาสัมพันธ์ &lt;strong&gt;“The Best of Times”&lt;/strong&gt; เป็น “หนังเกย์” เรื่องเยี่ยมจากไต้หวัน และเป็นหนังที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าจะเข้าฉายจริง ในตอนค่ำๆ ของวันที่ 18 ก.ค. มีรอบพิเศษเปิดให้สมาชิกและเพื่อนพ้องชาวสีรุ้งขององค์กรบางกอกเรนโบว์ได้ชมฟรีกัน กิจกรรมนัดพบดูหนังฟรีนี้จัดกันเป็นประจำ ยามที่มีหนังเกย์ หรือหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์เข้ามาฉาย ค่ายหนังจะใช้กิจกรรมนี้ประชาสัมพันธ์ต่อๆ กันไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นผมติดงานตอนเย็น เลยอดร่วมประสบการณ์เกย์พร้อมใจไปดูหนังพร้อมกัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นและน่าประทับใจทุกๆ ครั้ง เพราะจะได้เจอพี่น้อง เพื่อนฝูงยิ้มแย้มให้กัน ทักทายกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากปากคำของเพื่อนสนิทสองคน คนแรกเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้นว่า “วันนั้นดูกันแน่นโรงมาก หลังจากดูจบ ทุกคนก็ออกมาพร้อมใบหน้าสับสน งงงวย และมีถามเหมือนๆ กันว่า มันเกย์ตรงไหน?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกคนก็บอกมาด้วยอาการหงุดหงิดเล็กๆ ว่า “พี่พาเพื่อนต่างชาติไปดูด้วยแหละ พอออกมา ฮีก็ถามว่า Did I miss anything? (ผมพลาดไปหรือเปล่า?) เรางี้…หน้าแหกยับเยินเลยเพราะไปบอกเค้าไว้ว่า เป็นหนังเกย์ ให้มาดูกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเล่าต่ออีกว่า กระทั่งฉากจับมือ หรือฉากสบตากันก็ไม่มีให้เห็น แล้วตกลงหนังเรื่องนี้ เป็นหนังอะไรกันแน่?  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง The Best of Times มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนรักสองคนที่เติบโตมาด้วยกันในย่านชานเมืองของกรุงไทเป วัยรุ่นทั้งสองคนเข้าไปพัวพันกับแก๊งค์อันธพาล หลงระเริงในอำนาจและอาวุธปืน ในที่สุดก็ไปยิงหัวหน้าแก๊งค์คู่อริตาย จนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามเอกสารข่าวของค่ายหนังที่บอกว่า เป็นภาพยนตร์ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี ตอนแรกก็สุดแสนจะดีใจนะครับที่หนังเกย์เรื่องหนึ่ง ได้กลายมาเป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศได้ แต่ในเอกสารก็ไม่ได้ระบุว่าปีไหน เลยนึกไปเองว่า คงเป็นปีที่แล้วหรือไม่ก็ปีนี้ละมั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เพิ่งมารู้ทีหลังนี่แหละครับว่า เป็นปี 2002 และตามบันทึกที่ไม่ได้มาจากค่ายหนัง หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภท crime/drama/thriller ไม่ได้มีคำว่า gay ซักคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้จะไม่เกย์ หรือไม่ได้เกี่ยวกับเกย์ แต่เพื่อนผู้รักการดูหนังทั้งหลายที่ผ่านประสบการณ์เซอร์ไพรซ์หมู่ในวันนั้นก็บอกต่อๆ กันมาด้วยว่า เป็นหนังที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่ดี ถ่ายภาพได้ยอดเยี่ยม และนักแสดงมีฝีมือสมบทบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซอร์ไพรซ์ที่สองเกิดขึ้นกับตัวผมเอง พร้อมเพื่อนฝูง ต่างกรรมต่างวาระ แต่แทบทุกๆ คนเห็นพ้องต้องกันว่า หนังเรื่อง &lt;strong&gt;“ตั๊ดสู้ฟุด”&lt;/strong&gt; เป็นหนังที่ไม่ได้ว่าร้าย หรือทำร้ายกะเทยอย่างที่เป็นข่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้หนังเรื่องนี้ของค่ายจีทีเอช และหนังอีกเรื่องจากค่ายสหมงคลฯ (คู่แรด) โดนประท้วงจากกลุ่มเกย์ว่า อาจสร้างความเข้าใจผิด และทำให้คนดูประณามหยามเหยียดเกย์และกะเทย หนังเรื่อง ตั๊ดสู้ฟุด โปรโมทหนังด้วยฉากกะเทยรุ่นใหญ่สอนกะเทยรุ่นเล็กให้พูดจาหยาบคาย เรียกว่า ด่ากันเป็นชุด &lt;br /&gt;ฟังแล้ว ผู้ใหญ่ไม่ปลื้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้กำกับคือคุณจตุรงค์ พลบูรณ์ ให้ข่าวแก้สถานการณ์ในเวลาต่อมาว่า ฉากที่เป็นตัวอย่างหนังนั้น เป็นเพียงฉากเดียวที่มีเนื้อหาทำนองนั้น และมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความน่าสนใจ และอยากให้ผู้ไม่เห็นด้วยไปดูหนังกันก่อนแล้วค่อยวิจารณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชอบคำว่า ตุ๊ด แต่คำนี้ดูเหมือนจะเป็นคำที่ยอมรับกันโดยทั่วไปเมื่อเวลาผ่านไป สาวประเภทสองหลายๆ คนก็ไม่ว่าอะไรถ้าใครจะเรียกพวกหล่อนว่าตุ๊ด ผมคิดว่าจะไม่ไปดู แต่ถ้าไม่ดูก็จะไม่รู้ว่า หนังเรื่องนี้นำเสนออะไรกันแน่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องบอกว่า เป็นหนังไทยเกี่ยวกับกะเทยที่สร้างความเซอร์ไพรซ์อย่างใหญ่หลวงทีเดียวล่ะครับ เนื้อหาโดยรวมแล้ว ไม่ได้สร้างความน่าสมเพช ไม่ได้เหยียดกะเทย หรือทำกะเทยเป็นตัวตลกผิดมนุษย์จนน่ารังเกียจ แต่เรื่องนี้ กะเทยเป็นฮีโร่ที่ผดุงความยุติธรรมและนำความรักมาให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบอย (สิทธิชัย ผาบชมภู) รับบทกะเทยได้น่ารักน่าหยิกทีเดียว ในเรื่องนี้ เขารับบทเป็นน้องชายฝาแฝดที่เป็นกะเทย มีพี่ชายเป็นแฝดฝาเดียวกันแต่ไม่ได้เป็นกะเทย ซึ่งถือเป็นกรณีที่แปลก เพราะส่วนใหญ่แล้ว แฝดเหมือนจะเหมือนกัน หากคนหนึ่งเป็นเกย์หรือกะเทย อีกคนก็เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้ได้ช่วยสร้างภาพ “บวก” ให้กับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ผิดกับหนังแนวเดียวๆ กันหลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ถึงแม้แนวทางนำเสนอมุขตลกในเรื่องจะไม่จี้เส้นผมให้ขำเหมือนคนอื่นๆ ในโรง ผมก็เดินออกจากโรงพร้อมรอยยิ้ม   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผมสองคนโทรศัพท์มาเล่าความประทับใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ให้ฟังพร้อมออกอาการเซอร์ไพรซ์ ทั้งสองบอกว่า มีอะไรที่เหนือความคาดหมายในหนังเรื่องนี้ ผมไม่ได้บอกเขาหรอกครับว่า ผมไปดูมาก่อนหน้าเขาแล้ว และ&lt;strong&gt;เซอร์ไพรซ์&lt;/strong&gt;ไปแล้วเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end- &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-6476165404010220844?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/6476165404010220844/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=6476165404010220844' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/6476165404010220844'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/6476165404010220844'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/07/blog-post_29.html' title='เรื่องเซอร์ไพรซ์'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RqyQe8z0aGI/AAAAAAAAACM/n6L_U6c7mQM/s72-c/20066309323651083.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-6160756758976272306</id><published>2007-07-23T12:45:00.001+07:00</published><updated>2007-07-23T12:48:59.299+07:00</updated><title type='text'>แล้ววันหนึ่ง...เราจะผ่านจุดนี้ไป</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RqRAnsz0aFI/AAAAAAAAACE/iuRt3pg1zok/s1600-h/pix_notalone.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RqRAnsz0aFI/AAAAAAAAACE/iuRt3pg1zok/s400/pix_notalone.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5090264529623083090" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 21-22 ก.ค. 2007 &lt;br /&gt;เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br&gt;ผมรู้จักกับ “รุจน์” เมื่อสองสามปีก่อน เรารู้จักกันผ่านเจ้าหน้าที่ประจำมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ผมยังจำได้ว่า ตอนพบกันครั้งแรก เขาส่งยิ้มกว้างมาให้ผมราวกับว่า เรารู้จักกันมาก่อนเมื่อนานแสนนานมาแล้ว&lt;/br&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าใสคนนี้เป็นใครกัน? ตอนนั้น ผมแทบจะไม่รู้จักอะไรอื่นเกี่ยวกับเขาเลย เราคุยกันเพียงเล็กน้อย ผมรู้แต่เพียงว่า เขาเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่กำลังค้นหาตัวเอง และจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่คนนั้น : อยากให้น้องเค้าคุยกับคุณน่ะ เค้ามีปัญหาน่ะ เผื่อคุณช่วยได้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูจากภายนอกแล้ว ตอนที่พบกันในครั้งแรก และอีกครั้งต่อมา ผมมองไม่เห็นสีหน้า แววตา หรือว่ามีสัญญาณใดที่บ่งบอกว่า เขามีปัญหาหรือมีเรื่องทุกข์ใจอะไรเลย เขาดูยิ้มแย้ม มีความสุขดี กระนั้น ผมยังคงรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ผมเลยบอกเขาไปว่า “มีอะไรก็คุยกันได้นะครับ” แต่เราก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกเลยสองปีกว่าๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้รับอีเมลของเขา บอกว่า มีเรื่องจะปรึกษา และขอเขียนเป็นอีเมล เพราะเขาจะมีสติในการเรียบเรียงเรื่องราวมากกว่าจะพูดให้ฟัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“…ผมไม่รู้จะเริ่มตรงจุดไหนครับพี่ เพราะมันมีหลายเรื่อง แต่รวมแล้วก็คือเรื่องเดียวกัน ผมขอเขียนไปตามที่นึกได้นะครับ ผมเพิ่งเรียนจบครับ แต่ผมยังไม่ได้ไปทำงานที่ไหนเลย ผมโกหกตัวเองมาตลอดว่า ผมไม่ยี่หระกับเรื่องนี้ แต่จริงๆ แล้วผมก็เครียดมากครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ผมกลัวจะเข้ากับเพื่อนใหม่ในที่ทำงานไม่ได้ ทำให้ปิดโอกาสตัวเองมาตลอด ถูกเรียกสัมภาษณ์ก็ทำให้ตัวเองไม่ได้งานซะงั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกลัวเข้ากับคนใหม่ๆ สภาพแวดล้อมใหม่ๆไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะตอนนี้ผมมีปัญหาบุคลิกภาพมาก ผมกลัวว่า ผมจะแสดงบุคลิกความเป็นเกย์ออกมาครับ ผมก็อยากเลิกนะครับ ผมมีเพื่อนที่ดี และรู้เรื่องนี้ แต่เขาเป็นผู้หญิง และเรียนอยู่ไกลแสนไกล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่ไม่เข้าใจผมเลย ผมบอกท่านแล้ว แม่ก็ทำท่าเหมือนกับว่ายอมรับ แต่จริงๆ ในใจลึกๆ ก็ยังอยากให้ผมชอบผู้หญิง และแต่งงานกับผู้หญิง วันไหนเป็นวันร้ายท่านก็จะโผล่มาพูดเรื่องนี้ครับ บอกให้ผมลองดู ถ้าไม่ลองจะรู้ได้ไงว่าชอบหรือไม่ชอบ อะไรทำนองนี้ ที่สำคัญท่านอายที่ผมชอบผู้ชาย ผมเสียใจมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อผมเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ทำไมจะต้องมาบังคับให้ผมเป็นอย่างที่ท่านต้องการด้วย ปากก็บอกว่ารักผม แต่ว่าจริงๆ แล้วจะบังคับให้ผมเป็นในสิ่งที่ท่านอยากให้เป็น ท่านไม่เคยมองเห็นผมเลย ท่านเห็นแต่ลูกชายในอุดมคติที่ไม่มีวันมีจริง คงเป็นความซวยของผม ตอนเด็กๆ ผมสนิทกับท่านที่สุด ท่านตั้งความหวังกับผมมากที่สุด ท่านรักผมมากที่สุด ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น การที่ท่านมาตั้งความหวังกับผมแบบนี้ ทำให้ผมเครียดมาก เหมือนถูกขังไว้ในคุกที่มองไม่เห็น เหมือนถูกเรียกร้องให้มอบสิ่งที่ให้ไม่ได้ เหมือนเป็นความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่ผมต้องแบกไว้บนบ่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกลัวตลอดเวลาว่าจะทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังไม่ได้ กลัวว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรหากผมจะใช้ชีวิตในแบบของผมเอง ผมกลัวไปหมดทุกอย่างเลยตอนนี้ เป็นอย่างนี้อยู่หลายทีจนในที่สุดผมก็เลิกสมัครงานครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ที่ผมรู้สึกว่าเป็นปัญหาต่อตัวเองมากที่สุด คือการยอมรับตัวเองครับ ผมยอมรับตัวเองไม่ได้ ผมยังหวังอยู่ลึกๆว่าอยากจะเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ตอนนี้ผมอ่อนไหวเหลือเกิน ความอ่อนไหวค่อยๆเพิ่มขึ้นๆ จนผมแทบจะใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ถ้าไม่สวมหน้ากากไว้ ผมจะแสดงท่าทีเป็นคนเย็นชา พูด&lt;br /&gt;น้อยๆ ไม่แสดงท่าทางอะไรเลย ทำตัวแข็งๆ ตาขวางๆ หรือไม่ก็ยิ้มๆ ซึ่งทำได้แป๊บเดียว เพราะมันก็ไม่ใช่ตัวผม หลังจากพยายามแอ๊คท่าที่ไม่ใช่ตัวเองแล้ว ผมก็ยิ่งแข็งและตาขวางเข้าไปใหม่ ไม่พูดไม่คุย ก็เพื่อปกปิดความไม่มั่นคงภายในใจที่นับวันมีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกที จนผมแทบจะยืนไม่อยู่อยู่แล้ว…”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณผู้อ่านครับ ผมอ่านจดหมายเขาจบแล้ว ผมรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ผมรู้แล้วล่ะครับว่า ผมเคยรู้จักรุจน์ที่ไหนมาก่อน ผมโทรศัพท์นัดหมายเพราะผมอยากจะบอกอะไรเขาต่อหน้ามากกว่าจะตอบอีเมลกลับอย่างที่เขาต้องการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขายังคงเป็นเด็กหนุ่มหน้าใสคนเดิม เขายิ้มทักทายผมเหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน พอเราได้นั่งลงคุยกัน และรับฟังเรื่องราวอื่นๆ ที่เขาพรั่งพรูออกมาเหมือนน้ำบ่าที่ไหลหลาก ผมรู้สึกดีใจนะครับที่เขาไว้ใจผม และเล่าเรื่องส่วนตัวต่างๆ ให้ฟังมากมาย แล้วผมก็บอกเขาว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“รู้มั๊ย ยิ่งมาฟังเราเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้ว พี่อยากจะบอกว่า มันเหมือนพี่เห็นตัวเองอีกครั้งเลย พี่ก็เคยไปยืนอยู่ตรงนั้นมาก่อนนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมองหน้าเขาอย่างพิจารณา ดูเขาสบายใจขึ้นที่รู้ว่า ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน มันเกิดขึ้นกับคนหลายๆ คนมาแล้วที่ต้องผ่านขั้นตอนนี้ของชีวิต เพียงแต่ว่า เราจะยินยอมที่จะเผชิญความจริงของตัวเองหรือไม่ มันอาจเจ็บปวด มันอาจเสียน้ำตา แต่เวลานี้เขายินยอมเปิดใจในที่สุด ไม่เก็บมันไว้คนเดียวอีกแล้ว เขาเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ รับรู้เรื่องราวเขา ก็เพื่อที่เขาจะได้ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการที่รัดรั้งเขาไว้อย่างแน่นหนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากจะบอกคุณผู้อ่านท่านอื่นๆ อีกครั้ง โดยเฉพาะท่านที่ไม่เคยพูด “ความในใจ” ให้ใครได้ฟังเลย และกำลังคิดว่า จะปกปิดมันไปตลอดชีวิต โปรดจงอย่าอยู่คนเดียว โปรดจงอย่าปิดกั้นตัวเอง โปรดหาคนปรึกษา และจงมั่นใจว่า คุณไม่ใช่คนๆ เดียวที่รู้สึกอย่างนั้นในโลกใบนี้ แล้วเราจะผ่านจุดนี้ไปได้ เหมือนที่อีกหลายๆ คน เคยผ่านมาแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-6160756758976272306?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/6160756758976272306/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=6160756758976272306' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/6160756758976272306'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/6160756758976272306'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/07/blog-post_23.html' title='แล้ววันหนึ่ง...เราจะผ่านจุดนี้ไป'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RqRAnsz0aFI/AAAAAAAAACE/iuRt3pg1zok/s72-c/pix_notalone.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-7100454469916798578</id><published>2007-07-16T14:40:00.000+07:00</published><updated>2007-07-16T14:54:50.506+07:00</updated><title type='text'>A sense of ‘Pride’</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RpsiRMcDIpI/AAAAAAAAAB8/CrWARd-MkPo/s1600-h/mod1_mb.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RpsiRMcDIpI/AAAAAAAAAB8/CrWARd-MkPo/s400/mod1_mb.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5087697882837099154" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 14-15 ก.ค. 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วันพฤหัสที่ 5 ก.ค. คงเป็นวันที่ “น้องมด” มีความสุขที่สุด หลังจากเหตุการณ์ปกป้องสิทธิ์ของเธอที่ถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่โรงแรมโนโวเทล สาขาสยามสแควร์เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เรื่องนี้ต้องขอบคุณสื่อมวลชนในประเทศอย่างนสพ. “ข่าวสด” สื่อภาษาอังกฤษในประเทศ รวมทั้งสำนักข่าวต่างประเทศหลายๆ แห่งที่รายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ความจริงเรื่องทำนองนี้ควรจะจบได้สวยกว่านี้ และใช้เวลาน้อยกว่านี้ ถ้าหากเครือบริหาร “Accor Group” ไม่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดขนาดนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากตกเป็นข่าวกีดกันสาวประเภทสองไม่ให้เข้าคลับชั้นใต้ดินของโรงแรม และด้วยสถานการณ์บังคับ ฝ่ายบริหารของโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็ยอมออกแถลงการณ์ฉบับแรกอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านสื่อมวลชนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นได้ชัดว่า ในแถลงการณ์ฉบับนั้น “เอาสีข้างเข้าถู” ด้วยการอ้างว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด พร้อมยืนยันว่า คลับของโรงแรมไม่มีนโยบายกีดกันสาวประเภทสองทั้งๆที่ มีเหตุเกิดทำนองเดียวกันเกิดขึ้นมาก่อนหน้าหลายครั้ง เพียงแต่ไม่เป็นข่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประการ เจ้าหน้าที่ระดับซีเนียร์ของโรงแรมก็ยอมรับว่า มีนโยบายเช่นนั้นจริง ซึ่งเป็นที่รับรู้กันภายใน และไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมยังไม่พอ เนื้อหาในแถลงการณ์ฉบับแรกบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยชี้ประเด็นว่า น้องมด อาจจะสร้างความไม่สงบและทำให้แขกท่านอื่นๆ เกิดความไม่ปลอดภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกได้ว่า โรงแรมได้ “เติมเชื้อไฟ” ให้สถานการณ์อย่างรุนแรง ส่งผลให้น้องมดตัดสินใจเด็ดขาดว่า หากทางโรงแรมไม่ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ ก็จะดำเนินการทางกฎหมายด้วยการฟ้องโรงแรมที่ทำให้เธอได้รับความเสียหาย ทั้งยังออกแถลงการณ์ที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า เธอเป็นคนโกหก พร้อมขีดเส้นตายไว้ว่า จะรอฟังคำตอบภายในวันที่ 4 ก.ค. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมาทางโรงแรมไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยหลังจากออกแถลงการณ์ฉบับนั้น น้องมดไม่เคยได้รับการติดต่อจากโรงแรมแต่อย่างใด ทางโรงแรมคงคิดว่า เรื่องคงซา และเงียบไปเองในที่สุด แต่ตรงกันข้าม เรื่องราวได้ขยายวงกว้างออกไปแล้วโดยไม่รู้ตัวในต่างประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฝรั่งเศส และอังกฤษ กลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนได้เริ่มเคลื่อนไหวตามคำเรียกร้องให้ร่วมกันบอยคอตโรงแรมในเครือของ Accor Group ทั้งหมด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เว็บไซต์ข่าวในอังกฤษแห่งหนึ่ง ถึงกับถอดชื่อโรงแรมในเครือ Accor จากลิสต์โรงแรม “gay-friendly” เท่านั้นยังไม่พอ ยังร่วมใจกันยกเลิกการจองห้องพักที่จองไปแล้วอีกด้วย หลังจากได้มีการสอบถามสำนักงานใหญ่ของ Accor ไป ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครนอกจาก Accor ที่รู้ว่า ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่ ยังไม่รวมชื่อเสียงที่เสียหายไปแล้วทั่วโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดนไม้ตายอย่างนี้ บริษัทแม่ “Accor Group” ซึ่งเป็นเครือข่ายบริหารโรงแรมจากประเทศฝรั่งเศส จึงเริ่มมองเห็นว่า สถานการณ์บานปลายไปแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งเหล่านี้เองสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติอันคับแคบของผู้บริหารที่สาขากรุงเทพท่านนั้น และการจัดการภายในของเครือโรงแรมเองที่ล่าช้า เท่าที่ผ่านมา โรงแรมในเครือของ Accor Group ทั่วโลกมีนโยบาย “gay-friendly” อยู่แล้ว แต่เหตุไฉนจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นที่กรุงเทพฯ ได้ และเมื่อเกิดเรื่องแล้ว การดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาก็ไม่ทันท่วงที เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวต่างชาติที่มาประเทศไทยบ่อยๆ คงจะงง เพราะประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นเกย์ หรือเลสเบี้ยนนั้นต่างยกนิ้วให้ว่าไทยแลนด์เป็นแดนสวรรค์ที่เปิดกว้างสำหรับเกย์และเลสเบี้ยน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องมดเล่าให้ฟังว่า ในวันแถลงข่าว เธอไม่ได้พบเจ้าหน้าที่ระดับสูง (ต่างชาติ) ซึ่งเป็นผู้เซ็นคำแถลงการณ์ท่านนั้น แต่เจอเจ้าหน้าที่คนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ และเธอได้ข่าวมาว่า มีการโยกย้ายพนักงานที่คลับ รวมทั้งพนักงานที่แผนกรีเซพชั่น รวมแล้ว 4-5 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานแถลงข่าวร่วมกันนั้นดำเนินการโดยตรงโดยสำนักงานใหญ่ของ Accor ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ น้องมดฉลาดพอที่จะขอดูคำแถลงการณ์ของ Accor ก่อนแถลงข่าว ซึ่งเธอพบว่า แถลงการณ์ของ Accor ยังคงมีข้อมูลไม่ครบ และยังคงไว้ซึ่งคำโฆษณาสวยหรู ยืนยันชื่อเสียงของโรงแรมและอื่นๆ อีกจิปาถะ ซึ่งไม่ได้ตรงกับความต้องการของเธอ เธอจึงลงมือแก้ไขข้อความทั้งหลายด้วยตัวเอง และส่งกลับไปเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเกย์และเลสเบี้ยนบอยคอตในต่างประเทศเป็นเรื่องใหญ่หลายครั้ง ผมรู้สึกทึ่งกับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งหลายคนเรียกว่า เป็นโครงการบอยคอตออนไลน์ครั้งประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในปี 2000 บรรดาเกย์และเลสเบี้ยนไม่พอใจนักจัดรายการวิทยุท่านหนึ่งชื่อ ดร. ลอร่า เชเรสซิงเกอร์ ซึ่งนิยมแอนตี้เกย์ด้วยคำพูดร้ายๆ มาตลอดผ่านสื่อในมือ เธอกำลังจะมีรายการทีวีเป็นของเธอเอง บรรดาผู้ไม่พอใจจึงสร้างเว็บไซต์รณรงค์แสดงความไม่พอใจ ดร. ปากร้ายท่านนี้ (ตอนนี้เว็บนี้ก็ยังอยู่เพื่อการศึกษา ดูที่ &lt;a href="http://www.stopdrlaura.com"&gt;www.stopdrlaura.com&lt;/a&gt;) เว็บนี้ได้รับเงินบริจาคจากผู้เข้าชมเว็บมากมาย และมีผู้ลงชื่อสนับสนุนอีกเพียบ พวกเขาช่วยกันติดต่อบรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนรายการวิทยุและรายการทีวีของเธอ เพื่อให้ยกเลิกการสนับสนุนทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการรณรงค์ขยายผลไปถึงเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกา และแคนาดา ต่อมาบรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์รายใหญ่น้อยก็ตัดสินใจทยอยถอนโฆษณาจากรายการของเธอ ภายในเวลา หนึ่งปีรายการทีวีของเธอพังไปไม่เป็นท่าในที่สุด    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเหล่าเกย์และเลสเบี้ยน ไม่รู้จักรัก ไม่รู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่รู้จักความหมายของคำว่า “Pride” หากเป็นเช่นนี้อยู่ เราก็คงต้องอยู่อย่างประชากรชั้นสอง หรือชั้นสามต่อไป ยอมศิโรราบให้กับสถานการณ์เลือกปฏิบัติ ตกเป็นเบี้ยล่างให้กับสถานการณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องมดได้กลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งที่ทำให้พวกเราหลายๆ คนเห็นว่า เราช่วยกันและทำให้สังคมลดอคติทางเพศลงได้ และต่อไป ใครหน้าไหนที่ไม่คิดหน้าคิดหลังก่อนจะเลือกปฏิบัติ คงต้องระวังให้ดีว่า จะถูกปฏิบัติอย่างไรจากบรรดาผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บอกต่อกันไป :&lt;/strong&gt; ผู้เขียนขอขอบพระคุณท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟังรายการฮ็อตไลน์สายสีรุ้งทางคลื่น FM 95.75 และเพื่อนที่มาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Club M2 ที่โรงหนังเฮาส์ รามา และช่วยกันประชาสัมพันธ์หนังเรื่องนี้ผ่านสื่อต่างๆ ไว้ ณ. ที่นี้ครับ หนังยังคงฉายอยู่ ตรวจสอบรอบฉายได้ที่ &lt;a href="http://www.houserama.com"&gt;www.houserama.com&lt;/a&gt; หรือโทร. 02-641-5177-8 ชมตัวอย่างภาพยนตร์ &lt;a href="http://clubm2.bkktv.com "&gt;http://clubm2.bkktv.com &lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;-end-   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-7100454469916798578?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/7100454469916798578/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=7100454469916798578' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7100454469916798578'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7100454469916798578'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/07/sense-of-pride.html' title='A sense of ‘Pride’'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RpsiRMcDIpI/AAAAAAAAAB8/CrWARd-MkPo/s72-c/mod1_mb.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-1141128453695094565</id><published>2007-07-08T23:40:00.000+07:00</published><updated>2007-07-12T12:27:27.301+07:00</updated><title type='text'>กะเทยประจัญบาน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RpW7s8cDIoI/AAAAAAAAAB0/DLB9J38DdwU/s1600-h/mod_escada.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RpW7s8cDIoI/AAAAAAAAAB0/DLB9J38DdwU/s400/mod_escada.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5086177734997254786" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 7-8 ก.ค. 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คอลัมน์นี้ปิดล่วงหน้าเกือบหนึ่งอาทิตย์ครับ ข่าวฮ็อตเรื่อง “น้องมด Vs. โรงแรมโนโวเทล” เลยไม่สดตรงนี้ แต่ผมพบว่า หลังจากได้คุยกับน้องมดถึงพริกถึงขิงแล้ว เรื่องนี้ “มันส์หยด” จริงๆ ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังข่าว&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 22 มิ.ย ศุทธิรัตน์ สิมศิริวงศ์ หรือ “มด” กับเพื่อนผู้ชายชาวต่างชาติไปเที่ยวที่ “Concept CM2” ซึ่งเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ชื่อดังอยู่ชั้นใต้ดินโรงแรมโนโวเทล สยามฯ  เจ้าหน้าที่ต้อนรับขอตรวจบัตร น้องมดก็โชว์ใบขับขี่ พอเจ้าหน้าที่พบว่าเป็น “นาย” ก็แจ้งทันทีว่า เป็นนโยบายของผู้บริหารไม่อนุญาตสาวประเภทสองเข้า ทั้งๆ ที่สามอาทิตย์ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปที่นั่น แล้วไม่มีปัญหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนชายที่ไปด้วยกันซึ่งเป็นแขกระดับวีไอพีที่นั่น ขอพบผู้ช่วยผู้จัดการคลับฯ ซึ่งรู้จักกัน แต่ได้รับคำตอบว่า ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเป็น “นโยบาย” เพื่อนงง มดงง ปนสับสน โกรธ และโทษตัวเองว่าไม่น่ามาที่นี่เลย ตอนถูกปฏิเสธนั้น ทางด้านหลังเธอ มีแขกผู้หญิงสองสามคนกำลังรอจะผ่านประตูเข้าไป ยิ่งทำให้เธอรู้สึกอายมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับถึงบ้าน มดบอกตัวเองว่า ยอมไม่ได้ เกิดมาไม่เคยโดยดูถูกขนาดนี้ และไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ความคิดแวบแรกของเธอคือ จะจ้างทนาย แต่คงต้องหาทนายที่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เธอเคยได้ยินชื่อองค์กรบางกอกเรนโบว์ ค้นหาในเน็ตก็พบเบอร์ติดต่อ กะว่าจะขอคำแนะนำเรื่องหาทนาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนนั้น นิกร อาทิตย์ ประธานองค์กรฯ เตรียมจะเข้านอนอยู่แล้ว หลังจากรับทราบเรื่องจากเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่ง เขาก็หูตาสว่าง ลืมง่วง ลุกขึ้นโทรกลับน้องมด คุยจบก็ขอคำยืนยันว่า สามารถ “ออกสื่อ” ได้แค่ไหน เพราะเรื่องนี้ ถ้าเจ้าทุกข์ไม่ปรากฏตัวให้สัมภาษณ์ ไม่มีทางจัดการอะไรได้แน่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอน้องมด (ซึ่งเรียนจบด้านสื่อสารมวลชน) บอกว่า พร้อมทุกอย่าง  นิกรจึงลงมือพิมพ์ข่าว เปิดประเด็นให้สื่อมวลชน กว่าจะส่งแฟกซ์ไปตามสื่อต่างๆ ครบก็ตีหนึ่ง สื่อที่ให้ความสนใจกับกรณีนี้มากที่สุดก็คือ นสพ. ข่าวสด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามแรกของนักข่าวคือ เชื่อได้แค่ไหน? นิกรคิดขึ้นได้ จึงโทรฯ ไปสอบถามทางโรงแรม ไม่พบผู้จัดการสถานบันเทิงแห่งนั้น แต่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ระดับซีเนียร์คนหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่า เป็นนโยบายของโรงแรม พอนักข่าวได้รับคำยืนยันจากนิกร การสัมภาษณ์และถ่ายรูปก็เกิดขึ้นในวันอังคาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องมดบอกด้วยว่า ได้รับแจ้งจากผู้สื่อข่าวว่า พาดหัวคงต้องแรงและต้องเข้าใจ เพราะถ้า “ไม่แรง จะไม่มีคนสนใจ” และแล้วข่าวจั่วหัว “ตุ๊ดโวย-โนโวเทล กีดกันเพศห้ามกะเทยเข้าผับ” ก็เผยออกมาในฉบับวันพุธ (27 มิ.ย.) ทีวีหลายช่องนำไปเสนออย่างครึกโครมทั้งข่าวเช้า ตลอดวัน และอีกสองสามวัน มีทีวีหลายรายการติดต่อเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วทางโนโวเทลว่ายังไง? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถลงการณ์ของผู้จัดการใหญ่ของโนโวเทลปฏิเสธว่า ไม่ได้รังเกียจหรือกีดกันสาวประเภทสอง เคยจัดงาน และกิจกรรมเกี่ยวกับเกย์และกะเทยมาก่อน (ไม่ระบุว่า จัดครั้งสุดท้ายไปเมื่อไหร่) พร้อมยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้บริการจึงมีการตรวจบัตร เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการสื่อสารและเข้าใจผิดของพนักงานต้อนรับ พร้อมแจ้งว่า บัตรและรูปหน้าของน้องมดไม่ตรงกัน ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เคยมีนโยบายห้ามสาวประเภทสองเข้าใช้บริการ ทางโรงแรมกล่าวว่า เสียใจที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวคำขอโทษแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โรงแรมลืมข้อมูลสำคัญไปว่า วันนั้น น้องมดไปกับแขกระดับวีไอพีของคลับ ซึ่งข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยจึงฟังเลื่อนลอยไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีโดนกีดกันทางเพศเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำแต่ไม่เป็นข่าว เพราะเจ้าทุกข์อายเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง การเปิดเผยตัวของน้องมด และไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์การถูกเลือกปฏิบัติทำให้คนอื่นๆ กล้าที่จะพูดมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และส่งผลตามมาอีกหลายอย่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาวประเภทสองคนหนึ่งเพิ่งแจ้งทางบางกอกเรนโบว์ว่า ได้ไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังจากหิ้วของพะรุงพะรังจนไม่ไหว จึงนำไปฝาก แต่เจ้าหน้าที่รับฝากของไม่พอใจพร้อมบ่นว่า เป็นกะเทยแล้วยังเรื่องมากอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาวประเภทสองคนนั้นจึงเขียนจดหมายร้องทุกข์ไปยังผู้บริหาร เวลาผ่านไปเป็นเดือน ไม่เคยได้รับการติดต่อ พอเธอเห็นข่าวน้องมด เลยลองโทรฯ ดู ปรากฏว่า ผู้รับผิดชอบรีบขอโทษขอโพย และแจ้งว่า หากมาที่ห้างอีกจะมาแสดงความเสียใจที่เกิดเรื่องขึ้นด้วยตัวเอง และสำทับด้วยว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเพียงแต่ “ไม่อยากเป็นข่าวเหมือนโนโวเทลนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วคำร้องทุกข์เรื่องการถูกเลือกปฏิบัติก็ตามมาเป็นพรวน มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งนั้น ไม่ใช่เพียงแต่สาวประเภทสอง แต่เกิดกับผู้หญิงทั่วไปอีกด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสามีเป็นชาวต่างชาติ หรือมากับเพื่อนต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงขายบริการคงจะมีอยู่หลายๆ ที่ แต่การที่เจ้าหน้าที่โรงแรมเหมารวม หรือตีขลุมว่า แขกที่มาโรงแรมที่เป็นหญิงไทย หรือเป็นสาวประเภทสองจะมาทำมาหากิน จับแขก หรือมาก่อความไม่สงบในโรงแรมนั้น คงต้องหาวิธีการอื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีของน้องมด ผมคิดว่า หากเธอทราบมาก่อนหรือมีป้ายติดประกาศให้เป็นที่รู้กันว่า ที่นี่มีกฎอย่างไร คงไม่เกิดเรื่องขึ้น ทางโนโวเทลอาจคิดว่า กะเทยเป็นแค่ประชาชนชั้นสอง คงไม่มีปากมีเสียง ซึ่งเป็นความคิดเช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ คนในสังคมที่ยังรู้สึกเหยียดเพศอยู่ลึกๆ เรื่องทำนองนี้เป็นบทเรียนสำคัญทีเดียวล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติเอง หากยังคงไม่ลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรี และทำในสิ่งที่ถูกต้อง ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเพื่อให้สังคมลดอคติลง คงไม่มีวันเกิดขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่า เหตุการณ์น้องมด VS โนโวเทล ส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์นี้หรือเปล่า แต่สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ ในวันศุกร์ที่ 29 มิ.ย นั่นเอง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโหวตเปลี่ยนข้อความในมาตรา 30 วรรค 3 โดยเพิ่มคำว่า “อัตลักษณ์ทางเพศ” ขึ้นมาเพิ่มเติมจากคำว่า ชายและหญิง หลังจากมีการเรียกร้องให้บรรจุคำว่า “บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ” เพื่อคุ้มครองและสร้างความเสมอภาคมาก่อนหน้านี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “อัตลักษณ์ทางเพศ” อาจฟังดูแล้วยากจะเข้าใจ แต่ก็ถือว่า สังคมไทย ได้ยอมรับความแตกต่างทางเพศของประชาชน ยอมรับ “การมีตัวตน” ของเกย์ กะเทย ทอม ดี้ และเพศอื่นๆ อย่างเป็นทางการ ถึงแม้จะผ่านเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผมคิดว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถึงเวลาแล้ว ที่คนเป็นเกย์ กะเทย และอื่นๆ ไม่สงบเสงี่ยมเจียมตน ยอมจำนนต่ออคติ และปล่อยให้อคติทำลายโอกาสดีๆ ในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด หากเปรียบไป ก็คล้ายชีวิตคนๆ หนึ่งแหละครับ หากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จุดประกาย หรือไม่มีเหตุการณ์ใดที่สร้างความสั่นสะเทือน ความเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้น เราคงจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป ศิโรราบต่อสิ่งที่ใครๆ บอกว่าผิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคุณผู้อ่านที่ยังแอบอยู่ละครับ คิดยังไง จะมีเหตุการณ์อะไรในชีวิตบ้างไหมที่จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเอง กล้าที่จะยอมรับตัวเองกับคนอื่นๆ กล้าที่จะเผชิญความจริงของชีวิต และคิดว่าจะเลิกแอบได้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บอกต่อกันไป :&lt;/strong&gt; หากประสบเหตุถูกเลือกปฏิบัติ ติดต่อ สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ &lt;a href="http://www.nhrc.or.th"&gt;http://www.nhrc.or.th&lt;/a&gt; โทร. 0-2219-2980 โทรสาร 0-2219-2940 สายด่วนร้องเรียน 1377/ เป็นกำลังใจให้น้องมด noomoddang@yahoo.com หรือติดต่อองค์กรบางกอกเรนโบว์ bangkokrainbow@yahoo.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-1141128453695094565?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/1141128453695094565/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=1141128453695094565' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/1141128453695094565'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/1141128453695094565'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/07/blog-post_08.html' title='กะเทยประจัญบาน'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RpW7s8cDIoI/AAAAAAAAAB0/DLB9J38DdwU/s72-c/mod_escada.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-4123721385639747251</id><published>2007-07-02T07:23:00.000+07:00</published><updated>2007-07-08T23:40:19.765+07:00</updated><title type='text'>ความอบอุ่นแบบแปลกๆ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RohF0n7d5SI/AAAAAAAAABk/l1N6FbpvbV8/s1600-h/aussiebum-7.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RohF0n7d5SI/AAAAAAAAABk/l1N6FbpvbV8/s400/aussiebum-7.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082388949861524770" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 30 มิ.ย.–1 ก.ค. 2007 เซคชั่น MetroLife จากนสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มีคนเคยบอกผมว่า เพื่อนที่เราเจอที่มหาวิทยาลัยจะคบกับเราไปยาวนานมาก ยิ่งถ้าเราได้เรียน กินนอน ไปเที่ยว ทำกิจกรรมกันบ่อยๆ เราก็จะคบกันยาวนานยิ่งขึ้นหลังเรียนจบ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่นึกดู เพื่อนส่วนใหญ่จากมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ผมคบอยู่และสนิทกันอยู่จนถึงบัดนี้ก็มักจะเป็นเพื่อนผู้หญิง หรือไม่ก็เป็นเกย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนเกย์ที่ว่า ผมก็เพิ่งรู้ว่าเขาก็ใช่ก็ตอนเรียนจบไปนั่นแหละ สมัยเรียน เรื่อง “ผีเห็นผี” หรือ “สบตากันก็รู้ความนัย” ก็พอจะมีนะครับ แต่เรื่องจะให้กระชากผีออกมาน่ะ ผมคงไม่กล้า เพราะผมก็กลัวว่า เค้าจะลากผมออกมาเหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีก็นึกสงสัยตัวเองว่า ทำไมพอเรียนจบ เราไม่ค่อยมีเพื่อนที่เป็นผู้ชายเลยนะ หมายถึง ชายรักหญิงน่ะ? หรือตัวผมเองเลือกที่จะไม่คบพวกเขาไปเองโดยไม่รู้ตัว?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามนึกหาคำตอบอยู่นาน บางคำตอบคงคล้ายๆ กับท่านผู้อ่านอยู่บ้างนะครับ อย่างเช่น คงเป็นเพราะกลัวจะคุยกันไม่รู้เรื่อง? กลัวจะโดนดูถูกเหยียดหยาม? กลัวจะโดนเขาแกล้ง? กลัวใจตัวเองไปแอบหลงรักเค้า? กลัวชาวบ้านเข้าใจผิด? กลัวว่าเขาจะปฏิเสธตัวตนของเรา? กลัวว่าเขาจะคิดว่าเราเข้าหา? สารพัดจะกลัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หรือกลัวว่าเรา “ไม่ดี” หรือ “ไม่มีคุณค่า” พอที่เขาจะคบด้วย ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยนึกถึงสิ่งเหล่านี้และพยายามค้นหาคำตอบอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่เคยสำรวจความรู้สึกของตัวเองจริงๆ จังๆ เสียทีจนกระทั่งเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสเหมาะเพราะกิจกรรมล้อเล่นกันบนเว็บแท้ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนๆ รุ่นเดียวกับผมทำเว็บไซต์นั้นขึ้นมาสำหรับติดต่อสื่อสารเฉพาะเพื่อนร่วมรุ่น เว็บไซต์ดังกล่าว เป็นเหมือนสะพานเชื่อมเพื่อนเก่า รื้อฟื้นความทรงจำสมัยเรียน รวมทั้งเรื่องสนุกๆ ที่เคยทำ ผมบอกได้เลยล่ะครับว่า รู้สึกเป็นเด็กอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่สำคัญ ทำให้ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนบางคนที่เคยหน้าแต่ไม่เคยทักกันเลยตอนเรียน หรือไม่ก็ ไม่เคยรู้มาก่อนว่า เขาและเธอมีตัวตนอยู่ในรุ่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเว็บนั้น มีห้องแชท และมีกระดานสนทนาเหมือนเว็บทั่วไป ไป ตอนแรก ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ผมควรเปิดเผยแค่ไหน เขาจะรับสิ่งที่ผมเขียนหรือรู้สึกได้ไหม เพราะในนั้น มีอีกหลายคนที่ผมไม่รู้จัก และคงมีคนแอนตี้เรื่องเกย์อยู่แน่นอนเหมือนคนในหมู่เหล่าอื่นๆ อีกอย่าง ผมก็ไม่คิดว่า จะได้เจอหน้าพวกเขา งั้นผมจะเปิดเผยอะไรมากมายไปทำไมล่ะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่...ถ้าผมปิดบังตัวเอง ไม่กล้าจะพูดหรือเขียนสิ่งที่ตัวเองเชื่อและรู้สึกกับเพื่อนเก่าสมัยเรียน งั้น...ผมก็ยังไม่เลิกแอบน่ะสิ? ผมเลิกคิดวุ่นวาย หรือต้องไตร่ตรองมากมายเกินเหตุ ผมเข้าไปคุยกับเพื่อนๆ ในนั้น ทั้งที่รู้จักหน้า และไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนโดยไม่ปิดบังว่า ผมเป็นเกย์คนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนบางคน (ผู้หญิง) บอกว่า เขาเคยอ่านคอลัมน์นี้มาก่อน แต่ไม่รู้ว่าเป็นผม (วิทยา แสงอรุณเป็นนามปากกาน่ะครับ) เพื่อนบางคนบอกว่า ฉันก็สงสัยแกอยู่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่า ตกใจ ทำไมถึงพูดจาเปิดเผยขนาดนั้น เพื่อนบางคนแอบกระซิบถามเพื่อนอีกคนว่า หมอนี่เป็นกะเทยหรือเปล่า เพื่อนบางคนก็ทักทายผมเฉยๆ แต่มีเพื่อนบางคนนี่สิครับโดนล้อเล่นว่า เป็น “กิ๊ก” กับผม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็นึกว่า พอโดนล้อเล่นสักพักจะเลิกกันไปเอง แต่ดูเหมือนยังเล่นกันไม่เลิก คนที่โดนล้อว่า เป็นกิ๊กกับผมมีอยู่สองคน คนหนึ่งแต่งงานมีลูกแล้ว และอีกคนยังไม่แต่ง เขาเพิ่งเลิกกับแฟน และเพื่อนที่จุดประเด็นล้อเล่นว่า สองคนนี้เป็นกิ๊กกับผม ก็เป็นผู้ชาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่ว่า เขาทั้งสองเป็นเกย์แอบหรือเป็นไบฯ คงตัดไปได้เลย เพราะผม “ไม่เห็น ผี” ในตัวเขาทั้งสอง (ใครมีคำอื่นแทนว่า เห็นผี ช่วยแนะนำด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมต้องยอมรับว่า ตอนแรก ก็งงๆ ที่เพื่อนมาล้อเล่นกันอย่างนั้น พวกเขาเขียนล้อเล่นกันถึงขั้นที่เรียกว่า เราเป็นกิ๊กกันแบบ “เราสามคน” และรักกันมากมายซะเหลือเกิน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ผมอ่านแรกๆ ก็ขำไป เพลินไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่เพื่อนๆ รวมทั้งตัวกิ๊กทั้งสองร่วมล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน ต่อๆ มา ผมเองนั่นแหละที่เกิดกังวลขึ้นมาซะดื้อๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ถ้าคนอื่นๆ เข้ามาอ่านในบอร์ดโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ บางคนคงคิดว่าเป็นเรื่องจริง และกิ๊กปลอมสองคนของผมจะได้รับผลกระทบ หรือโดนเข้าใจผิดจากคนอื่นๆ หรือเปล่า? ผมถามตัวเองตลอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณว่าผมคิดมากไปมั๊ย? มันก็เรื่องล้อเล่นทั้งนั้น ใครจะถือเป็นจริงเป็นจัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถามเข้าจริงๆ ผมก็ยังห่วงกังวลอย่างนั้นอยู่นะ บางครั้งผมเองนั่นแหละที่รู้สึกเกร็ง และเขินซะเองเวลาเค้าแสดงความเป็นห่วงเป็นใยผมแบบล้อเล่นกัน จนกระทั่ง เวลาโพสต์ในบอร์ดในฐานะ “หนึ่งในครอบครัวเราสามคน” ผมต้องเขียนทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งให้คนอื่นๆ ที่เกิดผ่านมาอ่านว่า เรื่องที่เขียนน่ะล้อเล่นกันทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจหนึ่ง ผมอดคิดชื่นชมเขาสองคนไม่ได้ที่เขาใจดี และใจกว้างที่ล้อเล่นกับผมได้ซะทุกเรื่อง  และอีกใจหนึ่งก็อดปลื้มตัวเองไม่ได้ (ปลื้มแบบหลังคงเยอะ ขอยอมรับ) ว่า เราต้องมีอะไรดีเขาถึงมายอมล้อเล่นกับเราขนาดนี้? มันเป็นความอบอุ่นใจแบบแปลกๆ น่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่มีเพื่อนผู้ชายถึงสองคนมาล้อเล่นแบบนี้กับผม ทำให้ผมกลับไปคิดเรื่องนั้นอีกว่า ทำไมผมถึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทๆ เป็นผู้ชาย ผมปิดกั้นตัวเองที่จะเข้าไปเสวนากับพวกเค้า? ผมคิดไปเองว่า ผมคงคุยกับพวกเขาไม่รู้เรื่อง ผมกลัวไปต่างๆ นานาแบบที่เคยคิดหรือเปล่า? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่หรอก ลึกๆ ผมคงคิดอยู่ว่า ผมไม่ดีพอที่จะคบกับพวกเขา ผมกำลังเปรียบเทียบอยู่ว่า ผมเป็นผู้ชายเกย์ ขณะที่เขาเป็นผู้ชายทั่วไป พวกเขาอยู่เหนือกว่าผม ผมเหมือน "ผู้ชายชั้นสอง" แล้วผมก็ถามตัวเองต่อไปว่า ใคร หรืออะไรกันนะที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกอย่างนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่คนเราคิดว่า ตัวเองไม่ดีพอที่จะคบกับใครบางคน ไม่ฉลาดพอที่จะคุยกับใครบางคน ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่เด่นพอ หรือกลัวไปต่างๆ นานากับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการปิดกั้นโอกาสของตัวเองที่จะทำให้เราได้ค้นพบคนอื่น และเราอาจจะไม่มีวันค้นพบเลยว่า ตัวเราเองเป็นใคร เรารู้สึกยังไงกันแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมพบกว่า เมื่อเราเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ผมว่านั่นแหละมันคือ สิ่งสวยงามและมีคุณค่าสำหรับชีวิตเรา เมื่อเรามั่นใจยิ่งขึ้นว่า เรามีคุณค่าพอที่ใครๆ จะมาคบหาเป็นเพื่อนด้วย นั่นแหละเราจะไม่รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง “เรากับเขา” อีกต่อไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-4123721385639747251?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/4123721385639747251/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=4123721385639747251' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/4123721385639747251'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/4123721385639747251'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='ความอบอุ่นแบบแปลกๆ'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RohF0n7d5SI/AAAAAAAAABk/l1N6FbpvbV8/s72-c/aussiebum-7.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-7557398851265335031</id><published>2007-06-25T13:49:00.001+07:00</published><updated>2007-06-25T13:59:19.814+07:00</updated><title type='text'>Club M2: ผู้ชาย ผ้าขนหนู กับกล่องช็อกโกแลต</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rn9lprwmcnI/AAAAAAAAABc/6OvIxbzVPgQ/s1600-h/clubM2.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rn9lprwmcnI/AAAAAAAAABc/6OvIxbzVPgQ/s400/clubM2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5079890671492821618" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที &lt;br /&gt;วิทยา แสงอรุณ 16-17 มิถุนายน 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณผู้อ่านครับ หากยังจำกันได้ เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ประกาศหานักแสดงจำนวนมากสำหรับหนังเรื่องใหม่ที่กำลังเตรียมถ่ายทำ พอถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมก็มาเว้าวอนหานักแสดงอีกคน...คนสุดท้าย เพื่อมารับบท “คุณไพบูลย์”&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้จะมาบอกว่า หนังเสร็จแล้วครับ อีกสองสัปดาห์จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ด้วยความช่วยเหลือของคุณผู้อ่านและบรรดาเพื่อนฝูงร่วมอุดมการณ์ เราใช้เวลาทั้งหมดหกเดือนปลุกปั้นมันขึ้น ใช้เวลาถ่ายทำประมาณสองเดือน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ชื่อหนังนี่สิ เปลี่ยนกันหลายหนทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกเริ่มตั้งใจไว้ว่าจะใช้ชื่อง่ายๆ ว่า “Sauna” “The Sauna” หรือไม่ก็ “S.A.U” ต่อมามีผู้ทักท้วงว่า ชื่อเซาน่าจะฟังดูโจ่งครึ่มไปหรือเปล่า?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้ใหญ่ที่ทักท้วงสองสามท่านก็หวังดีกับผมนะครับ ท่านเกรงว่า อาจจะเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการเซาน่า และอีกอย่างหนึ่งจะเป็นการชี้ชวนให้คนไปเซาน่ากันมากขึ้น?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณผู้อ่านทราบมั๊ยครับ เฉพาะกทม. อย่างเดียวมีเซาน่ากว่า 30 แห่งแล้วนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวผมเองคิดว่า คนไปเซาน่ากันก็มีกันเยอะอยู่แล้ว บางแห่งในคืนวันเสาร์ ผู้คนพลุกพล่านราวตลาดสด  และผมก็คิดว่า หนังเรื่องนี้คงไม่ได้ทำให้เจ้าของกิจการร่ำรวยขึ้นกว่าเดิม เซาน่าก็เป็นสถานที่หนึ่งที่ใช้สำหรับดำเนินเนื้อเรื่อง เรื่องราวของตัวละครที่อยู่ในนั้นต่างหากที่สำคัญ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่ายแล้ว ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ผมกับทีมงานก็เห็นว่า เพื่อความสมานฉันท์ ผมจะไม่ใช้ชื่อนั้นสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่อาจจะใช้สำหรับเวอร์ชั่นที่จะฉายต่างประเทศ เพราะตัวแทนหนังต่างประเทศบอกว่า ชอบชื่อเซาน่า สงสัยเป็นเพราะผู้คนที่นั่นเคยชินกับหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์อยู่แล้ว และไม่คิดจะเกิดประเด็นร้อนแรงอะไรในสังคมของเค้า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกชื่อที่คิดกันขึ้นมาได้คือ “Hot Chocolate &amp; White Towels” น่าจะเหมาะสำหรับเรื่องนี้ที่มีปมขัดแย้งหลายๆ อย่างปนๆ อยู่ ช็อกโกแลตร้อนกับผ้าขนหนู มันเกี่ยวอะไรกันนะ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่อง ตัวเอกเข้าใจผิดว่า ในกล่องช็อกโกแลตมีช็อกโกแลต แต่ที่จริง มีเงินสินบนก้อนโตซ่อนอยู่ เขาหลบหนีผู้ร้าย แล้ววิ่งเข้าไปในเซาน่า (คลับสำหรับผู้ชาย) ในนั้นเขาเจอผู้ชายในผ้าขนหนูสีขาวเดินไปเดินมา โชคดีเขาเจอเกย์นิสัยดีคนหนึ่งที่คอยเป็นเพื่อนกับเขา (พอๆ กับจะคอยแต๊ะอั๋งเขาไปพลางๆ) เขาเจอเพื่อนที่ทำงานที่แอบมาเที่ยว เจอกลุ่มนักดนตรีวัยรุ่นมาเปิดการแสดงในนั้น เจอน้องชายตัวเองใส่ผ้าขนหนู และแถมยังเจอแฟนสาวกับเพื่อนของหล่อนบุกมาถึงที่ เรื่องราวอลหม่านมากขึ้น เมื่อทุกๆ คนมาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน และต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อเรื่องนี้ก็น่าจะเหมาะใช่ไหมครับ เพราะอะไรๆ ที่ไม่น่าเกี่ยวกัน แต่มาอยู่ด้วยกันได้ในสถานที่เดียวกัน แต่มันยาวจัง และไม่รู้จะตั้งภาษาไทยยังไงดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เลยเปลี่ยนใจอีกแล้ว กลับมาความคิดเดิมเรื่องสถานที่ที่เกิดเหตุ ในเมื่อใช้ชื่อว่า เซาน่าไม่ได้ ก็ตั้งชื่ออื่นไปเลยให้ที่มีความหมายใกล้เคียง ผมคิดว่ายังงั้น ในเมื่อสถานที่เกิดเหตุเป็นที่ของคนเฉพาะกลุ่ม ผู้หญิงก็ห้ามเข้า สาวประเภทสองก็เข้าไม่ได้ มันเป็นสถานที่ที่ชรช. เข้ามาหาความสำราญ และพักผ่อนส่วนตัวผม ก็เลยเสนอว่า ให้ใช้ชื่อว่า เป็น “คลับ” ส่วนคำว่า “M2” ก็ย่อมาจากคำว่า M2M คนใช้เว็บประจำจะเข้าใจดีว่า M2M หมายถึง Man To Man = ผู้ชายกับผู้ชาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้อ่านที่เคยได้ชม เรนโบว์บอยส์ เดอะมูฟวี่ ภาพยนตร์เรื่องแรกของเราจะพบว่า เรื่องนี้แตกต่าง และเรากล้าที่จะนำเสนอยิ่งขึ้น หนังเรื่องแรกเหมือนปฐมบทแห่งการสร้างความเข้าใจ หนังเรื่องนี้เริ่มขยายวงงออกไปสู่ประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะ เรื่องความสัมพันธ์ของคนที่ผู้ติดเชื้อเอชไวอี กับคนที่ไม่ได้ติดเชื้อ เป็นประเด็นที่พวกเราต้องเตรียมการบ้านกันเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอดส์ กับ เอชไอวี ไม่เหมือนกันนะครับ แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าเหมือนกัน และเราก็เที่ยวตั้งแง่รังเกียจ ทั้งๆ ที่หลายคน ไม่เคยให้เวลารับรู้เรื่องสำคัญเหล่านี้ หนังเรื่องนี้พยายามสร้างความเข้าใจ แต่เราไม่ใช่หนังสารคดี ในเรื่องนี้ คุณไพบูลย์ เจ้าของ Club M2 เป็นผู้ติดเชื้อ เขามีแฟนหนุ่มหล่อ ทั้งสองรักกันมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเพียงอยากจะบอกว่า คนติดเชื้อ ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ และมีเพศสัมพันธ์ได้ เขาไม่ใช่บุคคลน่ารังเกียจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ความรักและบทเลิฟซีนของทั้งสองเป็นไปอย่างโรแมนติค เราก็อยากนำเสนออีกภาพหนึ่งของรักวัยรุ่นที่ร้อนแรง เต็มไปด้วยความปรารถนาจากตัวละครวัยรุ่น ผมอยากจะขอบคุณนักแสดงทั้งสองคู่นี้มากที่ทุ่มให้จนสุดตัวนะครับ สำหรับฉากยากๆ ทั้งๆ ที่บางคนในนั้นก็ไม่ใช่ชายรักชายแต่ต้องมาเล่นบทเลิฟซีนกับผู้ชาย ผมคิดว่า นี่คือสปิริตของการเป็นนักแสดง และการเป็นมืออาชีพที่แสดงแล้วคนดูเชื่อตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Club M2 อาจเป็นอีกเรื่องที่คุณดูแล้วรักตัวเอง และรักคนอื่นๆ ในสังคมมากขึ้น เราหวังว่าอย่างนั้น ขอเชิญชวนไปชมกันนะครับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ติดตามตัวอย่างหนังและความคืบหน้าของ Club M2 ได้ที่เว็บ &lt;a href="http://www.cyberfishmedia.com"&gt;www.cyberfishmedia.com&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.thailandout.com "&gt;www.thailandout.com &lt;/a&gt;และ &lt;a href="http://www.BKKTV.com"&gt;www.BKKTV.com&lt;/a&gt; รอบ Sneak Previews วันที่ 26-27 นี้ ชมก่อนใคร เวลาสองทุ่ม หนังฉายจริงวันที่ 5 กรกฎาคมที่ House RCA เช็ครอบฉายที่ www.houserama.com 0-2641-5177-8.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-7557398851265335031?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/7557398851265335031/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=7557398851265335031' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7557398851265335031'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7557398851265335031'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/06/club-m2.html' title='Club M2: ผู้ชาย ผ้าขนหนู กับกล่องช็อกโกแลต'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rn9lprwmcnI/AAAAAAAAABc/6OvIxbzVPgQ/s72-c/clubM2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-273936337207631149</id><published>2007-06-18T11:27:00.000+07:00</published><updated>2007-06-18T11:31:48.591+07:00</updated><title type='text'>มรดกสีรุ้ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RnYKEbwmcmI/AAAAAAAAABU/GEEcxF_3gyk/s1600-h/book.gif"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RnYKEbwmcmI/AAAAAAAAABU/GEEcxF_3gyk/s400/book.gif" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5077256701194170978" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที &lt;br /&gt;วิทยา แสงอรุณ 16-17 มิถุนายน 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา มีงานเปิดตัวโครงการเล็กๆ แต่เป้าหมายยิ่งใหญ่มากจนบางคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นงานที่ไม่น่าจะมีคนทำ ฟังดูแสนเหนื่อยยาก และหากมองโดยผิวเผินแล้ว ไม่เห็นจะสลักสำคัญอะไรที่จะไปลงมือลงแรง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะอย่างไร เขาก็เริ่มทำไปแล้วล่ะครับ และผลตอบรับดีเกินคาด โครงการที่ว่าคือ งานรวบรวมหนังสือ นิตยสาร และเอกสารที่เกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกันของประเทศไทย และงานจัดหาสถานที่เก็บรักษาสื่อเหล่านี้เพื่อประโยชน์ทางศึกษา ค้นคว้า วิจัยต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “Thai Queer Resources Center” หรือ ศูนย์ข้อมูล/ สารนิเทศเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยมีใครคิดทำมาก่อนจนกระทั่งอาจารย์ใหญ่แห่งการศึกษาเรื่องโฮโมเซ็กช่วลของประเทศไทยคือ อ. ปีเตอร์ แจ็คสัน อ. นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเริ่มทนไม่ไหวที่เห็นหนังสือ นิตยสาร และเอกสารต่างๆ ถูก “กวาดล้าง” ออกไปจากแผงหนังสือโดยเฉพาะในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาหลังจากนโยบายจัดระเบียบสังคมเริ่มขยายวงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงทางการกวาดล้างหนังสือโป๊ หนังสือลามกอนาจารโดยทั่วๆ ไป แต่ไม่วาย นิตยสารและหนังสือเกี่ยวกับเกย์ แม้จะมีหรือไม่มีรูปโป๊ หรือมีแค่ภาพเซ็กซี่ก็โดนหางเลขไปหมด บางครั้ง ผมสงสัยจริงๆ ว่า ทางการกวาดไปแล้ว เอาหนังสือพวกนั้นไปทำอะไรต่อนะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมแทบจะหาอะไรไม่ได้เลยนะ แผงหนังสือกลัวตำรวจ ก็ไม่เอามาขาย ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน” อาจารย์นักวิจัยบ่นอยู่เสมอทุกๆ ครั้งที่มาประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้านักวิจัย นักการศึกษา หรือนักประวัติศาสตร์ไม่มีแหล่งข้อมูล การทำงานค้นคว้าวิจัยก็ยากลำบาก ยิ่งหัวข้อเกย์และเลสเบี้ยน ข้อมูลมีน้อยและหายาก รู้ๆ กันอยู่ ใครเรียนปริญญาโท หรือปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องนี้จะทราบดีว่า เลือดตาแทบกระเด็นเพียงใดจะเก็บข้อมูลแต่ละที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วศึกษาเรื่องพวกนี้ไปทำไมล่ะ?&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าตอบแบบกันเองนะครับ ชาวเขา ชาวดอย หรือคนกลุ่มน้อยในสังคมต่างก็อยากรู้ความเป็นมาของตนทั้งนั้น คนที่ไม่มีรากเหง้าน่ะจะรู้สึกไม่มีส่วนร่วมในสังคม และไม่เคยรู้สึกมีตัวตนในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกย์และเลสเบี้ยนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทั้งยังมีส่วนผลักดัน เปลี่ยนแปลงมุมมองทัศนคติ และทิศทางของสังคมนี้เหมือนกัน มีคนน้อยมากที่รู้ว่า เบื้องหลังของความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างทั้งภาษา วัฒนธรรม Pop Culture ฯลฯ ที่มีอิทธิพลต่องานศิลปะ โฆษณา การรณรงค์ทั้งหลาย มีใครอยู่เบื้องหลัง  แล้วที่คิดออกมาได้น่ะเป็นเพราะอะไรในตัวคนนั้น?  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น...แล้วทำไม เราจะไม่มีแหล่งศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ “ชาวเรา” เหมือนชาวเขามั่งล่ะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีต เราต้องยอมรับว่า คนเป็นเกย์และเลสเบี้ยนก่อนยุคอินเตอร์เน็ต ไม่มีแหล่งข้อมูลให้อ่าน ให้ศึกษา ให้เรียนรู้ชีวิต ก็มีแต่นิตยสารทั้งหลาย ทั้งใต้ดินและบนดินนั่นแหละที่ติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ทั้งคลายเหงา และคลายอารมณ์ปั่นป่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานวันเสาร์ที่ 9 ที่ผ่านมา อ. ปีเตอร์ (ซึ่งพูดไทย อ่านไทย และเขียนไทยได้) แสดงความห่วงใยว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีห้องสมุดไหนอยากจะเก็บเหล่านี้กำลังถูกกำจัดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และต่อไป การศึกษาค้นคว้าเรื่องเหล่านี้เกี่ยวกับประเทศไทยก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในต่างประเทศ หลายๆ ประเทศมีห้องสมุด หรือหอจดหมายเหตุที่รวบรวมเอาเอกสารหลักฐานเหล่านี้ไว้ค้นคว้าโดยเฉพาะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเจริญก้าวหน้าในการศึกษาเรื่องเหล่านี้ของเขาจึงก้าวไปไกลและน่าสนใจทั้งนั้น สำหรับอ. ปีเตอร์เอง ในฐานะนักประวัติศาสตร์ก็ต้องลงทุน ลงแรงเองเหมือนกันในการเก็บข้อมูล ที่น่าตกใจคือ ข้อมูลสำคัญในหอสมุดแห่งชาติที่เกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนก็มีสูญหายไปแล้วเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วใครจะเก็บกันล่ะ ถ้าไม่ใช่พวกเรากันเอง” อ. ปีเตอร์ลบอกกล่าวให้หลายๆ คนได้เริ่มคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมีคำถามน่าสนใจ ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามว่า ทำไมสื่อเกี่ยวกับเกย์ต้องมีรูปโป๊เปลือย ถ้าหนังสือเกย์ไม่มีรูปผู้ชายโป๊แล้ว คนจะซื้อไหม? แล้วทำไมไม่มีเรื่องราววิทยาศาสตร์ สังคม การเมือง หรือศาสนา?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ท่านหนึ่งบนเวทีเสวนาคือ อ. ปุรินทร์ นาคสิงห์ ตอบได้ตรงประเด็นและเข้าใจได้ง่าย ท่านบอกว่า รูปโป๊ (ไม่ว่ารูปโป๊ชาย หรือหญิง) ทำให้สังคมมองเกย์ว่าเป็นพวก “ด้อยศีลธรรม” และลามกอนาจาร อ. ชี้ว่า การบริโภคสื่อเหล่านี้คือ วัฒนธรรมย่อยอย่างหนึ่ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับศีลธรรมของคนทั้งกลุ่ม เพราะการมีศีลธรรมนั้นต้องดูที่การกระทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประเด็นเรื่องเนื้อหาในนิตยสารเหล่านั้น ผมเองคิดว่า ท่านผู้อ่านที่เป็นชาวสีรุ้งคงตอบได้ทันที ก็ในเมื่อตามแผงมีหนังสือ มีนิตยสารที่พูดเรื่องการเมือง ศาสนา วิทยาศาสตร์อยู่แล้ว การที่จะมีนิตยสารเกย์ฉบับหนึ่ง ก็ต้องตอบสนองเรื่องราวที่ชาวบ้านเค้าไม่มีให้น่ะสิ ถึงจะถูก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วนะครับ ที่ผมสัมผัสมา เกย์ไทยเรียกร้องมาตลอดอยากให้มีนิตยสารที่มีคุณภาพออกมาสักเล่มที่พูดถึงการใช้ชีวิต คำแนะนำต่างๆ ที่เกี่ยวกับชุมชนของพวกเขา ชีวิตของพวกเขา มุมมองในแบบของเขาต่อสังคม และสิ่งที่สังคมมองกลับมา แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีใครทำถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะเรื่องการลงทุนแหละครับ ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ไม่มีใครอยากทำ หรือไม่มีคนเก่ง บก. นิตยสารทั้งนิตยสารผู้หญิง และนิตยสารผู้ชาย ก็ล้วนเกย์ทั้งนั้น ผมว่า น่าจะ 80 % ที่มีเกย์เป็นบก.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณผู้อ่านครับ สิ่งที่คุณๆ สะสมกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใดก็ตาม ถ้าคุณเบื่อมันแล้ว หรือมีก๊อปปี้เกินความต้องการอยากจะบริจาค ผมขอเชิญชวนนะครับ มาทำบุญกัน หากมีจำนวนมาก จะมีคนขับรถไปรับ ทางผู้จัดโครงการได้เตรียมวิธีการจัดเก็บไว้แล้ว ติดต่อผ่านได้ที่ผม vitadam2002@yahoo.com หรือที่ : thai_queer@hotmail.com, info@tqrc.org หรือที่คุณบอน 081 824 9063 รายละเอียดเพิ่มเติม  &lt;a href="http://www.tqrc.org"&gt;www.tqrc.org&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-273936337207631149?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/273936337207631149/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=273936337207631149' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/273936337207631149'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/273936337207631149'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/06/blog-post_18.html' title='มรดกสีรุ้ง'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RnYKEbwmcmI/AAAAAAAAABU/GEEcxF_3gyk/s72-c/book.gif' height='72' width='72'/><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-1759429891686096959</id><published>2007-06-11T14:56:00.000+07:00</published><updated>2007-06-11T15:21:09.418+07:00</updated><title type='text'>The Glass Closet</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rm0CkrwmclI/AAAAAAAAABM/G05F1V2vXYU/s1600-h/ian_leepix2.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rm0CkrwmclI/AAAAAAAAABM/G05F1V2vXYU/s400/ian_leepix2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5074715184361534034" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที  วิทยา แสงอรุณ 9-10 มิถุนายน 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ศัพท์คำนี้ยังไม่ได้รับการบรรจุไว้ในพจนานุกรมฉบับออกใหม่ที่เป็นข่าวนะครับ แต่มีอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า “กิ๊บเก๋-ยูเรก้า” (ดีเลิศ ประเสริฐยิ่ง) ซึ่งทางราชบัณฑิตนึกถึงและจะนำไปบรรจุไว้ ชาวสีรุ้งน่าจะภาคภูมิใจนะครับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่พบแหล่งที่มาที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้บัญญัติคำว่า &lt;strong&gt;“Glass Closet”&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวงการฯ ใช้เรียกบุคคลที่เป็นเกย์ หรือเลสเบี้ยนที่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธว่าตัวเองเป็นเกย์/เลสเบี้ยน เรียกได้ว่า คนกลุ่มนี้คือบุคคลที่อยู่ตรงกลางระหว่าง “กลุ่มเลิกแอบแล้ว” กับ “กลุ่มแอบสนิท” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่าจะตรงกับคำ “สลัวจิต” ที่อาจารย์เสรีเคยเสนอไว้หรือเปล่า ซึ่งคำนี้หมายถึงเกย์/เลสเบี้ยนที่ไม่ได้ “สว่างจิต” และไม่ได้ “แอบจิต” แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำหลังนี้น่าจะเป็นที่มาของคำว่า “อีแอบ” ซึ่งหลายๆ คนที่ยังไม่ได้เลิกแอบรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจเพราะฟังดูเหมือนถูกดูแคลน เหมือนถูกเหยียบย่ำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;งั้นก็...เลิกแอบซะดีมั๊ย?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่อยู่ใน “Glass Closet” มีพฤติกรรมที่พบได้บ่อยๆ คือ จะไม่พูดถึงความเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน จะไม่ออกหน้า หรือเสนอตัวสนับสนุนหรือคัดค้านอะไร พวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงเวลามีประเด็นเรื่องเกย์และเลสเบี้ยนขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรทั้งสิ้นเพราะไม่อยากให้ใครสงสัยว่า ตัวเองเป็นเกย์/เลสเบี้ยน ไม่อยากจะยุ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าจวนตัวต้องออกความเห็น ก็จะพูดคลุมเครือ ปล่อยให้ผู้ฟังตีความสามตลบ และมักจะเลือกออกความเห็นกลางๆ ชนิดที่ว่า ขอปลอดภัยไว้ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราๆ ท่านๆ มักจะได้ยินบ่อยๆ เวลานักข่าวถามนักร้องหรือดาราหนุ่มหล่อว่า “ทำไมยังไม่มีแฟน?” หรือ “ไม่เห็นควงใครเลย?”  ซึ่งเป็นกรณีคล้ายๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดารา นักร้องหนุ่มหล่อที่ตกเป็นข่าวว่า ควงนักแสดงจากอีกค่ายหรือเดินอยู่กับหนุ่มหล่ออยู่บ่อยๆ หรือยิ่งไปกว่านั้น เข้าโรงแรมกันมาแล้ว ก็มักจะตอบว่า “ตอนนี้มุ่งทำงาน ไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้ ทำงานเก็บเงิน ฯลฯ” ซึ่งก็ไม่น่าเสียหายอะไร เพราะตอบแบบกลางๆ จากนั้นก็มักจะชักชวนคุยประเด็นอื่นๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาไม่ได้ผิดนะครับที่เป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน แต่พวกเขาก็ต้องเตรียมตัวไว้เหมือนกันว่า เป็นคนดัง แล้วก็มักจะถูกตั้งคำถามแบบนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นพวกเราทั่วไปที่ไม่ได้เป็นคนเด่นคนดัง หรือคนมีชื่อเสียงในสังคม และยังต้องแอบอยู่ คนที่ถามก็น่าจะสังเกตได้ว่า คนตอบรู้สึกอึดอัด และถ้ารู้จักมารยาทที่ดี ก็ไม่ควรถามต่อไป เพราะทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เขาคงยังไม่พร้อม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมเอง รู้สึกคันและอยากค้นหาความจริงซะทุกทีเลยเวลา พบเห็น “การสร้างภาพ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งได้ยินดารา นักร้องหรือคนดังที่เป็นข่าวพูดจาท้าทายผู้ถามด้วยอาการ “มาดแมน” หรือท้าให้พิสูจน์ เช่น “มาเหยียบหน้าผมได้เลย” ดังที่นักแสดงหน้าใสท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ รู้สึกอยากรู้ขึ้นไปอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดู เขาพูดจาหนักแน่นดีนะครับ แต่ก็เลื่อนลอย ไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม แต่ออกหนังสือลงภาพตัวเองเซ็กซี่เหลือกเกิน ไม่รู้จะขายผู้อ่านกลุ่มไหน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอเมริกา คนที่อยู่ใน Glass Closet สองท่านที่ตกเป็นข่าวไปเมื่อเดือนที่แล้วคือ คุณ Anderson Cooper ผู้จัดรายการและผู้ประกาศสุดหล่อผมสีดอกเลาจากค่ายยักษ์ใหญ่ซีเอ็นเอ็น และคุณโจดี้ ฟอสเตอร์ คงไม่ต้องแนะนำ เธอคือนักแสดง-ผู้กำกับฝีมือเยี่ยม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองท่านนี้มีพฤติกรรมที่นำมาอธิบายคำว่า Glass Closet ได้ดีทีเดียว หลังจากที่คุณ Michael Musto คอลัมนิสต์อารมณ์ดีแห่งนสพ. แจกฟรีที่มีชื่อเสียงของนิวยอร์ค (The Village Voice) เขียนไว้ในนิตยสาร Out ฉบับเดือนพฤษภาจนครึกโครมวงการนักร้องนักแสดงที่นั่น ผมขอหยิบยกบางตอนมาเล่าให้ฟังนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริๆง แล้วเป็นที่ซุบซิบกันมานานสักสองปีแล้วว่า คุณแอนเดอร์สันเป็นเกย์ มีคนเห็นเขาไปบาร์เกย์ คลับเกย์ รีสอร์ทเกย์ ชอบส่งตาหวานให้หนุ่มๆ โดยเฉพาะหนุ่มละตินที่อายุน้อยกว่า แต่ก็น่าแปลก ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้ในวงการสื่อมวลชนเท่าไหร่ มันกลายเป็นเรื่องแบบว่า “ก็รู้ๆ กันอยู่น่ะ” ซึ่งคุณแอนเดอร์สัน ก็ไม่เคยปฏิเสธตรงๆ หรือยอมรับอย่างยืดอกว่า ตนเป็นเกย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีรายการทีวีสัมภาษณ์เขาหนหนึ่ง เขาโดนถามตรงๆ ว่า เขาเป็นเกย์หรือเปล่า คำตอบของ “The Silver Fox” แห่งค่ายซีเอ็นเอ็นก็คือ ผมไม่พูดเรื่องส่วนตัว ณ ที่นี้ คุณแอนเดอร์สัน เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตตัวเองออกมาเล่มหนึ่งด้วยนะครับ ถึงแม้จะไม่มีภาพเซ็กซี่ใดๆ แต่ก็ไม่พูดถึงว่า เขากำลังมีความรักอยู่กับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคุณโจดี้ ฟอสเตอร์ก็คล้ายๆ กัน เป็นที่รู้กันว่า คุณโจดี้มีลูก แต่ไม่มีใครรู้ว่า ใครเป็นพ่อเด็ก เป็นที่รู้กันว่า เธอใช้ชีวิตคู่อยู่กับผู้หญิงอีกคน แต่ก็เธอผู้นั้นก็ไม่เคยได้รับการประกาศว่า เป็นคู่ชีวิตกันกับเธอ ขณะที่เธอไม่ปฏิเสธบทเข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำสูง และบทท้าทายที่น่าจะเป็นผู้ชายเล่นมากกว่า เธอก็ปฏิเสธที่จะรับเล่นในหนังเกี่ยวกับหญิงรักหญิง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยภาพรวม คุณผู้อ่านที่เป็นเกย์/เลสเบี้ยนอาจจจะบอกว่า ก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของพวกเขานะที่จะยอมรับ หรือปฏิเสธ ซึ่งความเห็นแบบนี้ ปกติ ผมมักจะได้รับมาจากคนที่ยังต้องอึดอัดเพราะยังแอบอยู่ทั้งนั้น เพราะพวกเขารู้สึกเห็นใจและเข้าใจดีว่า มันยากลำบากแค่ไหนที่จะพูดความจริงกับคนอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับเพื่อนๆ หรือคนที่ผมรู้จักที่ “เลิกแอบ” แล้ว เขาจะไม่รู้สึกอย่างนั้น หรือคิดอย่างนั้นอีกต่อไป มันเหมือนอยู่คนละโลกเวลาเราสื่อสารกันเรื่องนี้ คนกลุ่มนี้จะเริ่มรู้สึก “รำคาญ” กลุ่ม “Glass Closet” มากขึ้นเรื่อยๆ และจะมองเกย์/เลสเบี้ยนใน Glass Closet ว่า เป็นพวกทำตัวลับๆ ล่อๆ ไม่สง่าผ่าเผย หน้าไว้หลังหลอก และไม่จริงใจ (หลายกระทงทีเดียว)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า คนที่อยู่ Glass Closet ยิ่งเป็นคนที่ดังแล้ว-รวยแล้ว ยิ่งต้องมีจิตสำนึกถึงสังคมส่วนรวมในการพูดความจริง เพราะการพูดความจริง และยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นจะช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด ขจัดอคติในสังคมที่ไม่ดีต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างดีที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมเป็นอย่างนั้น? เพราะสังคมนิยมผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน และมีความคิดที่ดี คนดัง คนรวย เหล่านี้แหละ คือผู้มีพลังอำนาจในการผลักดันและเปลี่ยนแปลงอคติในสังคม ซึ่งพวกเขาไม่ต้องลงแรงอะไรมากมาย เพียงแต่ยอมรับความจริง และยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แต่ดูๆ แล้ว ส่วนใหญ่ เลือกที่จะอยู่ Glass Closet ต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มันก็ช่วยไม่ได้นะครับ ที่คนเราต่างจิตต่างใจ สำหรับผมแล้ว ผมอยากจะเรียกคนกลุ่มนี้เสียใหม่ว่า “เสียของ”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-1759429891686096959?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/1759429891686096959/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=1759429891686096959' title='14 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/1759429891686096959'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/1759429891686096959'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/06/glass-closet.html' title='The Glass Closet'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rm0CkrwmclI/AAAAAAAAABM/G05F1V2vXYU/s72-c/ian_leepix2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>14</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-3715241620782352725</id><published>2007-06-03T23:33:00.000+07:00</published><updated>2007-06-04T14:34:15.656+07:00</updated><title type='text'>รวยแล้ว ดังแล้ว ใยยังแอบอยู่?</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RmLtyHuUtuI/AAAAAAAAABE/hNz9s_Fy5b0/s1600-h/150028-5_fs.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RmLtyHuUtuI/AAAAAAAAABE/hNz9s_Fy5b0/s400/150028-5_fs.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5071877575695185634" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 2-3 มิถุนายน 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไปเดินแผงหนังสือวันก่อน เพิ่งเห็นหนังสือออกใหม่ของ “ดัง พันกร” รูปเล่มสวยงาม ขนาดหนังสือน่าสนใจ มีภาพสีสวยๆ อยู่ข้างใน ชื่อเรื่องสะดุดตาเป็นพิเศษ “Under My Skin” พร้อมหน้าปกเป็นแผ่นหลังของดัง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะเป็นหนังสือที่รวบรวมความเป็น “ดัง” ในทุกๆ เรื่อง แต่ลองพลิกดูแล้ว ไม่พบเนื้อหาอะไรที่พูดเกี่ยวกับตัวจริงของดังออกมาดังๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมวางหนังสือลง ก็ได้แต่คิดว่า เมื่อไหร่นะ คนเก่งๆ อย่างเขา คนมีครอบครัวอบอุ่นอย่างเขาจะได้พูดเกี่ยวกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขอย่างแท้จริงซะที-ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ  สถานการณ์?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงต้องรออ่าน Under My &lt;strong&gt;‘Real’&lt;/strong&gt; Skin หรือคงไม่มีวันได้อ่านเลย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สักสองปีก่อนเห็นจะได้ คอลัมน์นี้เขียนเกี่ยวกับ &lt;strong&gt;“พี่เบิร์ด ธงไชย”&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นคอลัมน์ “เลิกแอบเสียที” ยังได้รับการอัพเดทอยู่เป็นประจำบนเว็บของผู้จัดการ จนมีการจัดการแบบใหม่ คอลัมน์นี้และคอลัมน์อื่นๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ท้ายคอลัมน์บนเว็บจะมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกได้ว่าโพสต์กันมาล้นหลาม ขอบคุณทุกกระแสเสียงนะครับ บ้างก็ประณามผู้เขียนว่า ทำไมมาเขียนว่าพี่เบิร์ดเป็นเกย์? เอาเรื่องนี้มาพูดทำไม ทำไมไป ‘ทำร้าย’ พี่เบิร์ดเค้า? สารพัดความเห็นด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป แต่ความจริง ถ้าใครได้ไปอ่านอีกครั้ง ในบทความนั้น ผมไม่ได้เขียนซักคำว่า พี่เบิร์ดเป็นเกย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วทำไมผู้อ่านส่วนใหญ่เข้าใจกันล่ะว่า พี่เบิร์ดเป็นเกย์?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช้าก่อนนะครับแฟนๆ พี่เบิร์ด ทั้งที่เป็นชายหญิงทั่วไป และบรรดามนุษย์สีรุ้งที่ยังต้องแอบอยู่ อย่าเพิ่งโกรธเกรี้ยวเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดอีก พอดีถึงเดือนมิถุนายนแล้ว เดือนแห่งความภาคภูมิใจและเกย์พาเหรดจะกระหึ่มขึ้นทั่วโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากบทความนั้นเป็นภาพสะท้อนอย่างดีของสังคมหลายๆ สังคม และอคติที่กัดกินหลายๆ ชีวิตโดยที่คุณๆ ไม่เคยคิดมาก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นผมยังไม่มีคำศัพท์คำนี้ในสมอง &lt;strong&gt;“Glass Closet”&lt;/strong&gt; ผมเลยไม่รู้จะเรียกกรณีพี่เบิร์ด ธงไชยว่ายังไง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศัพท์คำนี้ ยังไม่มีคำไทยที่เหมาะๆ นะครับ อธิบายแบบนี้ละกัน คำว่า Glass ก็คือแก้ว หรือกระจกใสมองผ่านทะลุเข้าไปข้างในได้ ใช้ปกป้องอะไรบางอย่างข้างในได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนา ความหนาในที่นี้ ผมหมายถึงความหนาของวัสดุที่ใช้ แต่ถ้าคุณๆ คิดถึงความหนาของใครที่อยู่ข้างในก็สุดแล้วแต่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า Closet คงรู้จักกันดีแล้ว ฝรั่งจะมี Closet หรือตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ คนไทยบางบ้านก็มีเช่นกัน อย่างเวลาเราจะหนีอะไร หนีใคร หรืออยากไปหลบซ่อนตัวด้วยความกลัว เขาก็เปรียบว่า เข้าไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า (in the closet) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น คนที่ไม่กลัวอะไรแล้ว เขาจะเรียกว่า &lt;strong&gt;Come out of the Closet&lt;/strong&gt; แต่พูดอย่างนี้ ชาวบ้านร้านตลาดจะไม่เข้าใจกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยใช้คำว่า  “เลิกแอบ” ซึ่งมีความต่างจากคำว่า “เปิดเผยตัว” ที่เราใช้กันมานานแล้วนะครับ ผมคิดว่า คำว่า เลิกแอบน่าจะเหมาะกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคำว่า “เปิดเผย” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า เปิดเผย สำหรับผม จะใช้ในสถานการณ์ที่เรามีอะไรไม่ดีอยู่แล้ว พอถึงเวลา ก็ต้องมาเปิดเผย หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องทำอะไรบางอย่างโดยไม่ได้เต็มใจ ฟังคล้าย ถูกเปิดโปง ซึ่งให้ความรู้สึกที่ไม่ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คำว่า เลิกแอบ เรา “เลิก” อะไรบางอย่าง ซึ่งเหมือนกับที่เราใช้ว่า “เลิกเหล้า เลิกบุหรี่” เราต้องตั้งใจก่อนถึงจะเลิกได้ เป็นความยินยอมพร้อมใจของผู้นั้นเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในที่นี้ “การแอบ” ก็คือ ตัวเหล้าและบุหรี่นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดี มีพิษต่อร่างกาย มันกัดกร่อนตัวเรา เราก็น่าจะเลิกไปซะ หรือ “quit” มันซะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่กรณี “Glass Closet” นะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากบทความนั้น ผมพบว่า การไม่ยอมรับความจริง แต่ยอมรับเอาความเชื่อผิดๆ ในสังคมที่สมาชิกในสังคมหลงทางมาตลอด หรือถูกตอกย้ำให้เชื่อกันไปว่า การเป็นเกย์เป็นสิ่งที่เสียหาย ไม่ควรเปิดเผย และไม่ควรพูดถึง มันก็คือผลลัพธ์ที่แท้จริงของบทความเกี่ยวกับพี่เบิร์ดตรงนั้น ไม่ใช่เรื่องอื่นใดเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอยกตัวอย่างนิดหนึ่งครับ การที่ใครคนหนึ่งเป็น &lt;strong&gt;“Role Model”&lt;/strong&gt; หรือเป็นแบบอย่างของใครอีกหลายคน แต่ไม่เคยแสดงความภาคภูมิใจกับความจริงของตัวเองเลย มันมีความหมายว่ายังไงหากเราลองมองในมุมกลับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคนเราไม่รู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่เคยพูดถึงมัน ไม่ยอมรับมันอย่างซื่อสัตย์ เปิดเผยตรงไปตรงมา หลบเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน หรือกระทั่งสร้างภาพให้คนเข้าใจไปอีกทางหนึ่ง ก็ไม่น่าจะเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจใช่ไหมครับ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันคืออาชญากรรมที่เราทำไว้นี่เอง เหมือนกับว่า เราได้ไปปล้น ฆ่า หรือกระทำความผิดอุกฉกรรจ์มา แล้วต้องปกปิดไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพูดถึงไม่ได้ สิ่งที่เราบอกใครออกไปไม่ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องน่าอับอาย หรือเรื่องลบๆ ที่ไม่สมควรให้ใครๆ ได้รับรู้ แล้วยินดีกับมัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งนี้เองที่ทำให้ “การเลิกแอบ” เป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายๆ คน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรากำลังท้าทายว่า สักวันหนึ่ง ตัวเราเองจะทลายกำแพงแห่งอคตินั้นได้หรือไม่ แล้วเราจะยืนอยู่ และยืนหยัดอยู่ในสังคมนี้ต่อไปได้หรือไม่ การที่ใครคนหนึ่งพร้อมแล้วทั้งฐานะ และชื่อเสียง แต่กลับก็เลือกที่จะศิโรราบให้กับความหลงผิดและความเข้าใจผิดที่ถูกสร้างขึ้นเช่นนั้น มันส่งผลให้คนอื่นๆ เข้าใจไปว่าอย่างไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไม่ยอมรับและปฏิเสธที่จะพูดถึงมัน ไม่ต่างอะไรกับการข่วยออกแรงก่อสร้างกำแพงแห่งอคตินั้นต่อไป ให้คนรุ่นหลังต้องป่ายปีน ผมเชื่ออย่างนั้น เรื่องนี้ยังไม่จบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัปดาห์หน้าจะมาเล่าเรื่อง Glass Closet ต่อนะครับ เพื่อให้พิจารณาเรื่องนี้กันอย่างเข้มข้น แล้วเราจะมาติดตามพฤติกรรมของเหล่าคนดังที่เพิ่งเป็นข่าวไป อย่างคุณ Anderson Cooper ผู้ประกาศข่าวสุดหล่อแห่ง CNN และคุณ Jody Foster นักแสดง และผู้กำกับขวัญใจของหลายๆ คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-3715241620782352725?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/3715241620782352725/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=3715241620782352725' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/3715241620782352725'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/3715241620782352725'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='รวยแล้ว ดังแล้ว ใยยังแอบอยู่?'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RmLtyHuUtuI/AAAAAAAAABE/hNz9s_Fy5b0/s72-c/150028-5_fs.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-5498225023545220416</id><published>2007-05-27T12:04:00.000+07:00</published><updated>2007-05-28T09:04:30.126+07:00</updated><title type='text'>Poltergay: เกย์ผีขี้เล่น</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RlkRmXuUttI/AAAAAAAAAA8/i-2J0cZLCII/s1600-h/poltergay.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RlkRmXuUttI/AAAAAAAAAA8/i-2J0cZLCII/s400/poltergay.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5069102206483216082" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที &lt;br /&gt;วิทยา แสงอรุณ 26-27 พฤษภาคม 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ใครได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้แล้วอาจจะทำคิ้วขมวด และอีกอย่าง บ้านเราไม่ค่อยได้ดูหนังฝรั่งเศสเกี่ยวกับเกย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เลยน่าสนใจไม่น้อย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Poltergay” เป็นคำล้อเลียนศัพท์ &lt;strong&gt;“Poltergeist”&lt;/strong&gt; (โพลเตอร์ไกสต์) ซึ่งหมายถึงปรากฏการณ์ทางจิตอย่างหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ เช่น ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังอาบน้ำอยู่ แว่วเสียงฝีเท้าเดินย่ำไปมาอยู่บนชั้นสอง หรือเสียงกระซิบ รวมถึงเห็นข้าวของในบ้านลอยไปลอยมาได้ แต่คนอื่นๆ รอบข้างกลับไม่รับรู้สิ่งเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่าโพลเตอร์ไกสต์ มาโด่งดังทั่วโลกก็เพราะหนังคลาสสิคสยองขวัญจากฮอลลีวู้ดในชื่อเดียวกัน (ชื่อไทยเก๋ๆ ว่า ‘ผีหลอกวิญญาณหลอน’) ฉายปี 1982 ทำออกมาแล้วหลายภาค แต่ดังสุดก็ภาคแรกนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนอายุยี่สิบปลายๆ คงจะจำภาพโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ได้ เป็นภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนเตียงแล้วยกมือสองข้างทำท่าราวกับกำลังติดต่อสื่อสารกับใครบางคนผ่านจอทีวีที่มีแสงสว่างออกมาอย่างน่าฉงน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในหนังตลกของฝรั่งเศสเรื่อง “โพลเตอร์เกย์” ของผู้กำกับหน้าใหม่อีริค ลาเวียง (Eric Lavaine) ผีไม่ได้ออกมาจากทีวีแล้วดูดเด็กเข้าไปในทีวี แต่อาศัยอยู่ใต้ถุนบ้าน และเป็นผีเกย์ที่ถูกกักบริเวณไว้ที่นั่นนานกว่าสามสิบปี ทุกๆ คืน ผีเกย์ขาแดนซ์ห้าตนเหล่านี้จะออกมาวาดลวดลายดีสโก้กันเป็นประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของบ้านสองคนคือมาร์คและเอ็มม่า ซึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่และไม่รู้มาก่อนว่า ที่นั่นเคยมีดิสโก้เกย์อยู่ในห้องใต้ถุนและเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้มาก่อน ทุกๆ คืน สามีหุ่นบึ้กผู้นิยมใส่เสื้อยืดรัดรูปตลอดเวลาโดนผีอำจนเกือบสติแตก ขณะที่ภรรยาก็เริ่มไม่แน่ใจว่า สามีกำลังนอกใจ มีใครแอบซ่อนไว้ หรือแท้จริงแล้ว สามีเป็นเกย์?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการขี้เล่นของเหล่าผีเกย์ทำให้เอ็มม่าตัดสินใจย้ายออกไป เพราะสามีเริ่มแปลกๆ ขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะตื่นมากลางดึกแล้วบอกว่าได้ยินเสียงปาร์ตี้กับเพลงดิสโก้ พูดกับใครที่มองไม่เห็น หรืออยู่ๆ ก็บอกว่า เห็นบั้นท้ายของผู้ชายหายวับไปในกำแพงตอนกำลังมีอะไรกับหล่อน และยิ่งหลุดโลกมากขึ้นเมื่อสามีใส่กางเกงขาสั้นอาบน้ำ หล่อนเลยตัดสินใจคิดจะแยกทาง ด้วยความรู้สึกผิด เหล่าเกย์ก็ตัดสินใจช่วยกู้สถานการณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังนำเสนอความสัมพันธ์และสถานการณ์วุ่นวายของเหล่าผีเกย์กับหนุ่มบึ้กที่เปลี่ยนจากศัตรูคู่อาฆาตเป็นเพื่อนผู้เข้าใจ ใครเคยดูรายการเรียลลิตี้ชื่อดัง “Queer Eye for The Straight Guy” คงนึกภาพออกว่า เขาแก้สถานการณ์กันยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหนัง คุณจะได้รู้จักเพลงดังในยุคนั้นอย่าง “Rasputin” ของวงนักร้องผิวหมึก Boney M. ได้ฟังกันบ่อยๆ ตลอดทั้งเรื่อง ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นละมังครับเพราะในเรื่องเหล่าเกย์มีกิจวัตรประจำคือเต้นเพลง Rasputin แถมยังชอบแต่งตัวล้อเลียนวงขวัญใจชาวสีรุ้งยุค 70 คือ &lt;strong&gt;Village People&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้เกือบจะได้เป็นหนังตลกคลาสสิคในดวงใจของผู้ชมหลายๆ คนนะครับ เพราะมีองค์ประกอบแห่งความบันเทิงเกือบครบทุกรสที่จะทำให้คนที่เคยดูแล้วอยากจะดูอีก ทั้งเพลง นักแสดง บทสนทนาเก๋ๆ ตัวละครมีสีสันหลากหลาย อย่างหมอผีคนนั้นที่ชอบกิน junk food หรือกระทั่งแมวที่เห็นผีแล้วหวีดร้องน่าสงสารตลอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่ามีบางอย่างที่น่าเสียดาย ตัวละครแต่ละตัวมีอะไรน่าสนใจไม่น้อย และตัวหนังก็มีพล็อตประกอบบางอย่างที่น่าติดตามและจะช่วยให้ตัวละครมีพัฒนาการไปด้วยกัน ที่สำคัญได้เปิดประเด็นปูทางไว้แล้ว แต่จู่ๆ ก็หายไป ความยาวหนังที่มีเหลือเฟือน่าจะเอาประเด็นเหล่านี้มาสานต่อได้อย่างสนุกสนาน ออกรสชาติหลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่า คนที่ไปดูแล้ว มีความเห็นคล้ายๆ กันหรือเปล่าโดยเฉพาะ ตัวพระเอก (นำแสดงโดย Clovis Cornillac) ถึงแม้เขาจะฟิตหุ่นเข้าสเปคกรรมการ หน้าตาก็ไม่เลว แต่เขากลับนำเสนอบทของมาร์คในเรื่องนี้ออกมาในมิติเดียวคือ มาร์คผู้จริงจังและดูเครียดกับชีวิตไปซะทุกเรื่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแสดงแนวนี้ ผมคิดว่า น่าจะเหมาะมากๆ กับบทดราม่าหนักๆ ที่ชวนให้คนดูลุ้นไปกับการแก้ปัญหาชีวิตที่ดูตื้อต้นไปซะทุกด้าน แต่อย่าลืมนะครับ ทุกปัญหามีทางออก และอย่าคิดว่า ตัวเองมีปัญหาแบบนั้นอยู่คนเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่คิดว่า ทำหนังคอมดี้เกี่ยวกับเกย์หรือกะเทยนั้นทำง่าย เพียงแค่แต่งตัว แต่งหน้าประหลาดๆ วิ่งไล่กันไปมา ตีหัวกัน หรือเอาปืนมายิงใส่กันตอนจบ นี่ก็เป็นหนังอีกประเภทหนึ่งนะครับ ที่น่าไปลองดู เพราะผมคิดว่าส่วนที่ยากที่สุดของหนังก็คือ การใส่ความคิดที่อยู่ในภายใต้บทสนทนาตลกๆ นั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากต้องเป็นคำพูด และมุขตลกที่ต้องให้ทุกๆ คน “เก็ท” ซึ่งหมายถึงผู้ชายผู้หญิงทั่วไปก็ต้อง “เก็ท” ด้วยแล้วเนี่ย หนังตลกเกี่ยวกับเกย์ หรือกะเทยไม่น่าจะทำออกมาแล้วทำให้คนเป็นเกย์ หรือกะเทยดูโง่ๆ หรือมีค่าเพียงสิ่งกระตุ้นต่อมความฮา หรือประทับความรู้สึกเห็นใจเพราะรู้สึกสมเพชไว้ในใจผู้ชม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแยบคายในคำพูดที่ดูตลกและมุขตลกนั่นแหละที่ยาก และจะเป็นตัวตัดสินว่า คนดูเก็บอะไรไปคิดได้บ้างมั๊ย หลังจากเสียงหัวเราะจางหาย และที่สำคัญทำให้เป็นหนังที่ดูแล้ว และอยากจะดูอีก ไม่ใช่เป็นเพียงหนัง “soon-to-forget” ดูแล้วก็ผ่านเลย ลืมไปได้ ยากจัง... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ Poltergay สิ่งที่ต้องปรบมือให้กับผู้กำกับก็คือ การนำเสนอภาพของเหล่าผีเกย์ออกมาได้อย่างเป็นมิตร แม้พฤติกรรมจะดูหลุดโลก คนดูทั่วไปที่ไม่ได้เป็นชาวสีรุ้งก็เข้าใจเรื่องราวและเข้าใจได้ ไม่ได้รู้สึกเวทนาตัวละคร ผมเชื่อว่า ดูแล้วก็คงอดเอ็นดูพฤติกรรมของเหล่าผีเกย์ไม่ได้ และมีคนมองเกย์ในแง่บวกเพิ่มขึ้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพยนตร์ใช้ชื่อไทยอย่างเป็นทางการว่า “ผีเกย์ เก๋ 24 ชม.” ฉายที่โรงหนังสยาม สยามสแควร์ ไปชมสองท่านได้รับของที่ระลึกเป็นวีซีดีเพลงประกอบหนังฟังเพลินๆ กับตัวอย่างหนัง &lt;a href="http://www.poltergay-lefilm.com/accueil.htm"&gt;http://www.poltergay-lefilm.com/accueil.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-5498225023545220416?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/5498225023545220416/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=5498225023545220416' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/5498225023545220416'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/5498225023545220416'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/05/poltergay.html' title='Poltergay: เกย์ผีขี้เล่น'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RlkRmXuUttI/AAAAAAAAAA8/i-2J0cZLCII/s72-c/poltergay.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-5090047195159398410</id><published>2007-05-20T13:40:00.000+07:00</published><updated>2007-05-20T13:53:49.511+07:00</updated><title type='text'>“วัฒนธรรมเกย์” คืออะไร?</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rk_teXuUtsI/AAAAAAAAAA0/QiIWO3xERgE/s1600-h/asemi.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rk_teXuUtsI/AAAAAAAAAA0/QiIWO3xERgE/s400/asemi.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5066529211835266754" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที &lt;br /&gt;วิทยา แสงอรุณ 19-20 พฤษภาคม 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยิ่งคุณออกไปพบเจอคนอื่นๆ มากขึ้น คุณจะยิ่งรู้ว่า จริงๆ แล้ว มีคนที่เหมือนคุณเยอะแยะ ผมเจอเกย์บางคนที่บ่นว่า ผมเป็นเกย์ แต่ร้องเพลงไม่เป็น ลองฟังเพลงโอเปร่า ก็ไม่เห็นจะซาบซึ้ง หุ่นผมก็ไม่เซ็กซี่ หน้าอกไม่นูน หน้าท้องไม่แบนราบ ผมก็จะบอกเขาว่า ยังมีคนอย่างคุณอีกมากมายที่ดูแสนจะธรรมดา แต่เป็นเกย์ และเมื่อคุณพบ คุณจะประหลาดใจ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วถ้าผมไม่ได้นิยมชมชอบอะไรอย่างนั้น อะไรล่ะที่หล่อหลอมหรือจะช่วยให้เกย์คนหนึ่งสื่อสาร ติดต่อ พูดคุยกับเกย์คนอื่นๆ แล้วรู้สึกว่า เรามีส่วนร่วมกันบางอย่าง เรามีความรู้สึกที่เข้าใจกันได้ และเราเป็น “พวกเดียวกัน” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆ คนเลยบอกว่า เกย์ก็มีวัฒนธรรมนะ มีบางอย่างที่ทำให้เกย์สื่อสารกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น เวลาเราพูดถึงคำว่า “วัฒนธรรม” คงต้องเริ่มต้นจากความหมายโดยพื้นฐานตามธรรมเนียม เราพูดว่า วัฒนธรรมจนชิน แอบหมั่นไหส้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นบางครั้ง แต่บางที น่าแปลก เราแปลไม่ออกว่า ตกลง วัฒนธรรมมันแปลว่าอะไรกันแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตามรากศัพท์ที่ทราบกันแล้ว วัฒน ก็คือ ความดี ความเจริญงอกงาม ส่วนคำว่า ธรรม ก็หมายถึง ความมีระเบียบ มีแบบแผน มีหลักการ&lt;/strong&gt;    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คำว่า “เกย์” เหมือนจะอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยสิ้นเชิง คำว่า “เกย์” มีความหมายทั้งทางตรง และทางอ้อมที่สร้างความรู้สึกในแง่ลบอยู่เสมอ แม้กระทั่งในใจคนเป็นเกย์เอง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าอึดอัด สำหรับผมแล้ว เวลาเจอเกย์ที่รู้สึกว่า ตัวเองเป็นสิ่งที่มีตำหนิ และหาค่าความภูมิใจอะไรไม่ได้ ผมสงสัยจังว่า เขาเคยคิดมองหามันจริงๆ จังๆ หรือยัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น พอเวลาที่มีใครพูดคำว่า “วัฒนธรรมเกย์” ผมคิดว่า คนฟังคงรู้สึกขัดเขิน ขมวดคิ้ว นึกไม่ออก ทำหน้าปูเลี่ยนๆ หรือบางที หากไปพูดคำนี้กับใครที่จิตใจไม่ค่อยเปิดให้กับคนอื่น หรือคิดว่า ตัวเองไม่ต้องรับรู้อะไรที่แตกต่างออกไปในโลกนี้ เขาก็จะหาว่า ไม่เข้าท่าที่จะเอาคำว่า “วัฒนธรรม” มาผูกกับคำว่า “เกย์” อย่าเชียวนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงแล้วคำว่า “วัฒนธรรม” มีความหมายหลากหลายมากมายกว่าที่ว่าไว้ นักสังคมวิทยาก็จะให้ความหมายอย่างหนึ่ง นักมานุษยวิทยาก็ให้ความหมายอีกอย่างหนึ่ง คุณครูที่โรงเรียนก็คิดอีกอย่างหนึ่ง และในกระทรวงวัฒนธรรมก็อาจคิดเห็นไปคนละด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า วัฒนธรรรม ในความหมายอื่นๆ ที่มีก็คือ วิถี หรือวิธีการดำเนินชีวิต พฤติกรรมของกลุ่มบุคคล หรือผลงานทั้งหลายทั้งปวงที่มวลมนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แถมยังรวมไปถึงความคิด ความเชื่อ และความรู้ อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปราชญ์คนสำคัญของไทย พระยาอนุมานราชธนอธิบายคำว่า วัฒนธรรมว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามในวิถีชีวิตมนุษย์ ถ่ายทอดกันได้ เลียนแบบกันได้ เอาอย่างกันได้&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้ะ ถึงตอนนี้ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งสับสนแล้วรีบฟันธงนะครับว่า อ้อ...ก็เป็นอย่างงั้นไง การเป็นเกย์นั้นมัน “ถ่ายทอดกันได้ เลียนแบบกันได้ และเอาอย่างกันได้” คุณพ่อ คุณแม่จึงต้องพึงระวัง ไม่ควรมีเกย์มาให้เห็นทางหน้าจอตู้สี่เหลี่ยม ไม่ควรมีเกย์ยืนตรงหน้ากระดานในห้องเรียน ไม่ควรมีเกย์ไปห่มผ้าเหลือง เพราะถ้ามีให้เห็นมากๆ จะเกิดการเลียนแบบ ถ่ายทอดและเอาอย่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงความสำเร็จทางวิทยาการ หนังสือชั้นเยี่ยม งานศิลปะชั้นยอด สิ่งประดิษฐ์มากมายก็มาจากบุคคลที่เป็นเกย์ทั้งนั้น จะโทษคนทั่วไปก็ไม่ได้ที่เขาไม่รู้ ที่เขาไม่รู้ ก็เพราะ ไม่มีใครไปเผยแพร่ให้เขารู้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องการให้ความหมาย ในอีกประเด็นหนึ่ง ผมไม่เห็นด้วยเลยที่หลายๆ คนใช้คำว่า “รสนิยมทางเพศ” และคำว่า “ไลฟ์สไตล์” เวลาบอกใครๆ ให้เปิดใจรับฟังหรือเวลาสนทนากันโดยทั่วไปที่มีประเด็นเรื่องการยอมรับ หรือไม่ยอมรับของสังคม แล้วบอกว่า เกย์เป็นรสนิยมทางเพศ/ หรือไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่ง ซึ่งความจริงเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว แต่...อยากพูดอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองคำนี้นะครับ ต้องยอมรับว่า ฟังง่าย สำเร็จรูป ใช้สะดวก พอๆ กับคำว่า “ชายจริงหญิงแท้” ที่พูดกันจนเกร่อ จนชินหู จนชินปาก แต่อย่าลืมนะครับว่า คนฟัง ก็อาจตีความต่อไปเอาเองว่า อ๋อ...เป็นเกย์เหรอ ก็เป็นรสนิยมทางเพศ เป็นแค่ไลฟ์สไตล์หนึ่ง และคิดต่อไปในใจ แล้วทำไม เอ็งไม่เปลี่ยนรสนิยม หรือเลิกใช้ชีวิต (lifestyle) แบบนั้นล่ะ จะได้ไม่ต้องมาอึดอัดกับชาวบ้าน จะได้เหมือนชาวบ้านที่เป็น "ชายจริง-หญิงแท้" นะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเด็นนี้ การเป็นเกย์ไม่ใช่รสนิยม (รสนิยมเปลี่ยนกันได้) และไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ (ไลฟ์สไตล์ ก็เปลี่ยนกันได้) แต่ในความเป็นจริง ผมว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจที่ว่า ทำไมเป็นเกย์มันถึงเปลี่ยนกันไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกย์คือ เกย์ เกย์ก็คือมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เกิดมาเป็นอย่างนั้นเอง การที่เกย์คือมนุษย์กลุ่มหนึ่งนี่เอง เกย์ย่อมมีอะไรที่คล้ายๆ กัน รู้สึกคล้ายๆ กัน ปฏิบัติตัวบางอย่างคล้ายๆ กัน มีสื่อสัญญาณ หรือความเป็นไปในชีวิตที่เราไม่เคยถูกสั่งสอน แต่กลับรู้สึกได้เหมือนกัน เกย์มีการให้คุณค่าบางอย่างที่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเฉพาะเกย์ในประเทศไทย แต่ทุกเกย์ทั่วโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทเรียนเกี่ยวกับเกย์ไม่มีสอนในโรงเรียนนี่ครับ แต่ทำไมนะเกย์ที่เมืองไทย เวียดนาม หรืออูกานดาก็รู้สึกอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า สิ่งเหล่านั้นถูกผูกโยงเข้าด้วยกันเพราะคนเป็นเกย์ให้คุณค่ากับบางสิ่งบางอย่างที่คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องโหยหา เช่น อิสระ ความรู้สึกอยากจะหลุดพ้นจากพันธนาการ ไม่ต้องการให้ใครมากำหนดวิถีชีวิต มีความเป็นตัวของตัวเอง รักความยุติธรรม และเห็นใจเพื่อนมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ที่พูดมานี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเกย์ได้ไหม?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยคิดว่า ความนิยมเพลงดิสโก้ ชอบไปคลับ ไปบาร์ ไปท่องเซาน่า ติดเพลงโอเปร่า หรือละครเพลง คลั่งไคล้สินค้าแบรนเนม หรือเสื้อผ้า แฟชั่นนั้น และในยุคสมัยนี้ เกย์นิยมไปยิมฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ ความชอบของคนกลุ่มหนึ่ง คุณจะเรียกมันว่า เป็น gay sub-culture ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่เกย์ทุกคนที่เป็นอย่างนั้น ดังนั้นถ้าคุณหุ่นไม่ดี เต้นระบำในคลับไม่เป็น ไม่รู้ว่า ใครเป็นคนร้องเพลง “I Will Survive” หรือเพลง “I Am What I Am” มีความหมายว่าอะไร หรือไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วเพลง My Way “เกย์จะตายไป”  ก็ไม่ต้องเดือดร้อนนะครับ เพราะคุณก็เป็นเกย์ในอีก sub-culture หนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เรื่องนี้คงต้องตั้งคำถามกันต่อไป แต่มีอีกคำถามหนึ่ง แล้ว...วัฒนธรรมของเกย์ไทยน่ะ มีมั๊ย?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-5090047195159398410?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/5090047195159398410/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=5090047195159398410' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/5090047195159398410'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/5090047195159398410'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/05/blog-post_20.html' title='“วัฒนธรรมเกย์” คืออะไร?'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rk_teXuUtsI/AAAAAAAAAA0/QiIWO3xERgE/s72-c/asemi.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-7259706197572363300</id><published>2007-05-13T08:24:00.000+07:00</published><updated>2007-05-13T08:53:42.671+07:00</updated><title type='text'>ทำไมผู้ชายบางคนชอบ ‘อ่อย’ เกย์?</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RkZtVj0Q7dI/AAAAAAAAAAs/93BbSMoAWds/s1600-h/flirting.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RkZtVj0Q7dI/AAAAAAAAAAs/93BbSMoAWds/s400/flirting.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5063855048183836114" /&gt;&lt;/a&gt;วิทยา แสงอรุณ 12-13 พฤษภาคม 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พอมาลองนับๆ ดู ผมพบว่า ตั้งแต่มัธยม ยันมหาวิทยาลัย ผมแอบหลงรักเพื่อนชายร่วมชั้นไปแล้วก็หลายคน ดีนะครับที่นึกไม่ออกว่า เคยเกิดเรื่องแบบนี้ตั้งแต่ชั้นประถมหรือเปล่า ผมคง “แก่แรด” ตั้งแต่เด็ก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาทั้งหล่อ เก่ง หุ่นดี เป็นนักกีฬา มีเสน่ห์ นิสัยน่ารัก เรียกว่า เป็นทุกสิ่งที่ผมอยากจะเป็น ก็ได้แต่แอบชื่นชมไปวันๆ ใครล่ะจะกล้าเข้าหา เสียเพื่อนแน่ และที่สำคัญคงต้องเสียหน้า แต่ลึกๆ แห่งก้นบึ้ง ก็ยังอดคิดไม่ได้นะครับว่า ถ้าได้ “สัมผัส” พวกเขาสักครั้ง จะให้ความรู้สึกยังไง? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยเจอเรื่องทำนองนี้มาก่อน และสงสัยไม่หายว่า ถ้าไอ้เพื่อนคนนั้นไม่ได้เป็นเกย์แล้ว ดันมาทำดี เทคแคร์ พูดจาหวานหู-ให้กรูฟังอย่างนี้ทำไม? เอ...มันคงเป็นไบฯ หรือว่า ก็เกย์แหละ แต่คงยังกลัวๆ กล้าๆ อยู่ หรือ...แค่อยากจะลองหยั่งเชิงดู?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สับสนไหมล่ะครับกับอะไรๆ ในโลกที่มักไม่ชัดเจน ทว่ามองในมุมกลับ เป็นไปได้ไหมว่า เหล่าเกย์ที่อยู่ในสถานการณ์นั้น ไม่ได้คิดไปเอง แต่ป็นเพราะผู้ชายที่ไม่ได้เป็นเกย์แล้วมา “ให้ท่า” น่ะ มีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง "แอบ" อยู่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ “Will Doig” (นามสกุลอ่านยากจัง) บรรณาธิการของ &lt;a href="http://www.nerve.com"&gt;www.nerve.com&lt;/a&gt; (นิตยสารสำหรับผู้หญิงอยากรู้เรื่องเซ็กซ์แบบไม่ต้องกลัวอาย) มีคำตอบที่น่าสนใจ และอาจช่วยให้คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง และคุณเกย์ที่อ่านเมโทรไลฟ์อธิบายสถานการณ์ที่เคยพบ หรือเคยเกิดกับตัวเองได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณวิลล์เขียนไว้ใน “Out” นิตยสารเกย์ชื่อดังของอเมริกา ฉบับเดือนเมษายน โดยเขาไปสัมภาษณ์เหล่าผู้ชายที่มีนิสัย ชอบ “flirt” เกย์ ทั้งคนทำหนัง นักดนตรี นักการตลาด บรรณาธิการ ซึ่งส่วนใหญ่ในชีวิตการทำงาน พวกเขาต้องคลุกคลีและมีเกย์ที่เห็นๆ ตัวกันอยู่รอบตัว แต่ความจริงมีเกย์ในทุกแวดวงละครับ ต่างกันก็ตรงที่จะแอบหรือยินดีเปิดเผย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกผู้ชายเหล่านั้นรู้ดีว่า คนที่เขาคุยด้วย หรือเพื่อนร่วมงานคนนั้นเป็นเกย์ และคนๆ นั้นก็ไม่ได้ปิดบังนะครับว่า ตัวเองเป็นเกย์ แต่ผู้ชายกลุ่มนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นกระดี้กระด้าที่ได้ “เข้าหา” เกย์ซะยังงั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณวิลล์บอกว่า มีหลายเหตุผลที่พวกผู้ชายเหล่านั้นมีอาการ “หมาหยอกไก่” กับหนุ่มเกย์ แทนที่จะเป็นคุณผู้หญิง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหนึ่งก็คือ เป็นการฝึกบริหารเสน่ห์ การบริหารเสน่ห์แบบนี้ไม่มีพิษไม่มีภัยกับตัวเอง พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ผู้ชายประเภทที่ว่า กลัวใครๆ จะมองว่าเป็นเกย์ เพราะเขาชัวร์กับตัวเองว่าชอบหญิง ผู้ชายเหล่านี้จึงไม่มีทางเกิดอาการ “ตื่นเกย์” (homophobia) แบบไร้สาระที่มักจะมีให้เห็นเป็นประจำในหมู่ผู้ชาย "บางคน" ที่ไม่มั่นใจในน้องชายของตัวเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางที พวกเขาก็จะเปิดทางปล่อยให้เกย์มาจีบบ้าง เพราะพวกเขาจะได้ศึกษาความรู้สึกของผู้หญิงว่า ถ้าเกิดมีผู้ชายมาจีบ จะรู้สึกยังไง จะทำตัวยังไง แล้วนำสิ่งเหล่านั้นไปปรับปรุงพัฒนาวิธีการหว่านเสน่ห์กับคุณผู้หญิงต่อไป คนเหล่านี้คงต้องขอบคุณเหล่าเกย์ไม่น้อย ถ้าเขาจีบหญิงติด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เป็นความพึงพอใจส่วนตัวของผู้ชายคนนั้นที่ได้ค้นพบว่า เขามีเสน่ห์ดึงดูดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มันคือความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงที่เขาสามารถเข้าถึงมนุษย์ทุกคนได้ในทุกสถานการร์ ไม่ว่า จะในโลกของผู้หญิง หรือโลกของชายเกย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณวิลล์ยกตัวอย่างร็อบบี้ วิลเลี่ยมส์ที่ชอบไปบาร์เกย์ (แต่ผมว่า นายคนนี้ยังไม่ค่อยชัวร์) แล้วเขาก็ไม่ได้ปิดบังสื่อมวลชนว่า คบหาเป็นเพื่อนกับนักร้องเกย์อีกเยอะแยะ อีกตัวอย่างก็คือ คุณเดวิด เบคแคม คนนี้ไม่ต้องอธิบายมาก ลองคิดดูสิครับแค่เปิดใจกว้างเท่านั้น ก็ขายสินค้า และความดังให้ได้ทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง และเกย์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมหัวหน้างานคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชาย มีเมีย และเมียกำลังท้องอยู่ กลับชอบคุย และเอาอกเอาใจเจ้าเพื่อนผมคนนี้ ถ้าใครดูผิวเผินจะคิดว่า สองคนนี้คงแอบกิ๊กกัน ใครๆ ในที่ทำงานก็รู้ว่า เพื่อนผมคนนี้เป็นเกย์ และบางทีคนในที่ทำงานก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้านายคนนี้คงแอ๊บไบฯ ซะละมั้ง แต่เจ้านายก็ไม่ได้กังวลว่า ใครจะมอง หรือคิดยังไง เพราะเขาเห็นว่า ลูกน้องคนนี้เป็นผู้ร่วมงานที่เขาจะไว้วางใจได้ และด้วยการงานที่ต้องติดต่อกันเป็นประจำ บวกกับอัธยาศัยที่ดีมีน้ำใจของทั้งสองฝ่าย เลยดึงดูดให้เข้าหากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งในเรื่องที่คุณวิลล์ไปคุยด้วยบอกว่า บางทีเขาก็ไม่รู้ตัวเองว่า กำลังบริหารเสน่ห์กับเพื่อนเกย์ตรงหน้า มันเป็นพฤติกรรมที่เขา “ไม่ได้ตั้งใจ” มันเกิดขึ้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จริงเหรอ? ตรงนี้คงต้องฟังหูไว้หูนะครับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติ คนเราน่ะครับ ใครมาทำดีด้วย ก็รู้สึกดีด้วย แต่ทุกอย่างก็มีเส้นแบ่งบางอย่างที่บุคคลที่สามคงไม่มีวันรู้หรอกว่า มันอยู่ตรงไหนจนกระทั่งตัวเองได้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เหล่าเกย์หลายคนก็ “ดีใจหาย” สิครับที่อยู่ๆ ก็มีผู้ชายมาให้ท่า ไม่วาย จิตใจเตลิดเปิดเปิงคิดไปไกลถึงเรื่องอื่นๆ ที่คอยบอกกับตัวเอง “ก็น่าจะเป็นไปได้” นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ถ้ามาถึงจุดนี้ คงต้องตั้งสตินิดหนึ่งนะครับ ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันมันอาจนำไปสู่ “sexual fantasy” ได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นธรรมดาโลก ที่เกิดขึ้นได้เสมอ-ในใจ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นอีกเรื่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณวิลล์เล่าไว้อย่างตรงไปตรงมาน่าฟังนะครับ เขาว่า คงต้องยอมรับว่า มีเกย์หลายคนฝันใฝ่และมุ่งมั่นที่อยากจะลองมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่ไม่ได้เกย์ เพราะมันคือ ความท้าทายที่น่าลิ้มลอง มันคือ &lt;strong&gt;การต่อต้านกรอบและกฎแห่งข้อห้ามประดามีของมนุษย์ที่จะข้ามเส้นแบ่งแห่งการมีสัมพันธ์ทางเพศ&lt;/strong&gt; ผู้ชายคงคิดคล้ายๆ กันในมุมกลับ ก็เลยชอบอ่อยเกย์ เพื่อท้าทายอะไรบางอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น เลยอยากจะบอกให้ผู้ที่อยากพิสูจน์ แวะไปบาร์หรือโรงออฟหนุ่มๆ นะครับ ลองถามผู้จัดการหรือพนักงานเชียร์แขกว่า ส่วนใหญ่แขกอยากจะออฟเกย์หรือออฟผู้ชายมากกว่ากัน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าตอนนี้คุณผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์โดนอ่อย หากทำไปแล้วเพลิน ก็ดีนะครับ แต่จงมีสติไว้นิดนึง เพราะถ้าเผลอใจไปตกหลุมรักคนที่เป็นได้แค่ “หมาหยอกไก่” กับคุณแล้วละก็…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-7259706197572363300?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/7259706197572363300/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=7259706197572363300' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7259706197572363300'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7259706197572363300'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/05/blog-post_13.html' title='ทำไมผู้ชายบางคนชอบ ‘อ่อย’ เกย์?'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/RkZtVj0Q7dI/AAAAAAAAAAs/93BbSMoAWds/s72-c/flirting.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-7368069585499570801</id><published>2007-05-06T08:40:00.000+07:00</published><updated>2007-05-06T08:56:00.094+07:00</updated><title type='text'>“พ่อครับ ลูกขอฝากแฟนหน่อย”</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rj0yXD0Q7cI/AAAAAAAAAAk/3lw7H09PNwU/s1600-h/twinkbeach.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rj0yXD0Q7cI/AAAAAAAAAAk/3lw7H09PNwU/s400/twinkbeach.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5061256927977205186" /&gt;&lt;/a&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ นิตยสารเมโทรไลฟ์ นสพ. ผู้จัดการรายวัน-วันเสาร์  5-6 พฤษภาคม 2007&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตอนที่นายวีพูดประโยคนั้น เขากำลังขับรถเดินทางข้ามจังหวัดอยู่ ห้วงเวลากว่าสามชั่วโมงที่เขาได้อยู่กับพ่อตามลำพังในรถคือโอกาสทองที่เขาเฝ้ารอคอย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พ่อผมจะได้ไม่หนีไปไหน” เขาหัวเราะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วีกับผม พบกันครั้งหนึ่ง ทางโทรศัพท์ สำหรับผมแล้ว เขาเหมือน “บูมเมอแรง” ที่สวยงาม เราเคยคุยกันเรื่องชีวิตของเขาหนหนึ่ง เขาหายไปแบบไร้ร่องรอย และแล้ววันหนึ่ง เขาก็กลับมา เหมือนอีกคนหนึ่ง แต่จริงๆ เขาก็เหมือนคนทั่วๆ ไปแหละครับที่ “ความกลัว” ทำอะไรเขาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เขาคือ วีคนเดิม ที่ดูจะมีความสุขมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนอายุ 28 ผมทุกข์มากครับ ผมรู้สึกเก็บกดมานาน หลายๆ คนก็คาดหวังในตัวผม ผมคิดว่า ไม่มีใครจะสามารถยอมรับตัวตนของผม” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเล่าต่อว่า ช่วงหนึ่ง เขาเคยบังคับตัวเองให้คบหากับผู้หญิง ระยะเวลาเพียงปีครึ่ง เขาลองคบกับผู้หญิงไปแล้วสามคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมก็อยากจะลองปล่อยใจดูน่ะครับว่า ผมจะทำได้หรือเปล่า แต่ก้อ...แค่คิดจะจับมือเค้า ผมก็เหงื่อออกแล้ว เลยไม่เคยแม้จะจับมือใคร ผมก็มาคิดๆ ดู ผมไม่ควรไปสร้างบาปกับเขา อีกอย่าง ผมถามตัวเองว่า แล้วผมจะทิ้งผู้ชายทั้งโลกมาเพื่อเขาเหรอ?” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วีเป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า “ไม่มีเพื่อน” ถ้าเพียงเขามีเพื่อนเป็นชายรักชายเหมือนเขาสักคน เขาคงมีที่ให้ปรับทุกข์ ได้ระบายความอัดอั้นตันใจที่พูดเรื่องนี้กับใครก็ไม่ได้ และที่สำคัญได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ชีวิตให้กันและกันฟัง เขารู้ว่า เขาพอมีคนรู้จักทางทางอินเทอร์เน็ต แต่การได้พบตัวกันจริงๆ และได้คุยกัน ให้ความรู้สึกและผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกอ้างว้างของผู้ชายคนหนึ่งที่ยังไม่อาจเป็นตัวเองได้ยังดำเนินต่อไป แต่มุมหนึ่งของใจก็เตือนตัวเองว่า ไม่อยากจะทุกข์อย่างนี้ไปตลอดทั้งชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมเองในฐานะผู้ถ่ายทอดชีวิตและเรื่องราวของชาวบ้าน ก็รู้สึกดีนะครับที่คอลัมน์นี้เป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขา และมีส่วนทำให้วีเริ่มมองตัวเองในมุมใหม่ๆ เขาหาข้อมูลอย่างเอาจริงเอาจังในอินเทอร์เน็ต เริ่มอ่านหนังสือ แต่คุณผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า จุดหักเหที่ทำให้เขาตัดสินใจ “เลิกแอบ” กับตัวเองคือ หนังสือรวมภาพของหนุ่มหล่อคมเข้ม- คุณยุทธ ทองเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วันนั้น ที่แผงหนังสือ ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้น พอถือหนังสือไป หน้าก็แดง แต่คนขายก็รับตังค์ไป ไม่เห็นจะมองหน้าผม หรือแสดงอาการอะไร พอผมเดินออกมานะเท่านั้นแหละครับ ผมบอกตัวเองเลยว่า เราทำได้ และนี่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของชีวิต”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนทั่วๆ ไป อาจจะไม่เข้าใจนะครับว่า…อะไรนักหนา…แค่เดินไปซื้อหนังสือเล่มเดียว แต่ทำไมหัวใจถึงลิงโลดได้ขนาดนี้?  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันคือจุดเริ่มต้น มันคือก้าวแรก ทุกคนย่อมมีก้าวแรกทั้งนั้น หลังจากที่ตัวเรายอมรับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองแล้ว และไม่ต้องการให้มันเป็นความลับอันอึดอัดทรมานอีกต่อไป การที่มีใครบางคนรับรู้ตัวตนของเรา ถึงแม้เขาจะเป็นใครก็ไม่รู้ หรือเป็นเพียงคนหลังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ผมคิดว่า มันคือจุดเริ่มต้นที่มีความหมาย เหนือไปจากอ่านหนังสือ และท่องอินเตอร์เน็ต เหมือนเราเรียนหนังสือนั่นแหละครับ มีทฤษฎี ก็ควรมีภาคปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกต่อไปว่า ถ้าแคชเชียร์คนนั้นรู้ เขาคงยินดีไม่น้อยที่ได้ช่วยคนๆ หนึ่งให้ก้าวพ้นอะไรบางอย่างที่รั้งชีวิตเขาไว้ในกองทุกข์ คุณผู้อ่านลองทำดูก็ได้นะครับ แต่ถ้าเกิดแคชเชียร์คนนั้นมองหน้าคุณ ตีสีหน้าประหลาด ก็คิดเสียว่า “เขาก็คงเป็นได้แค่แคชเชียร์ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉัน...บาย” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และจะให้ดี ...ไม่ต้องไปอุดหนุนร้านนี้อีก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นที่คนเรายอมรับความจริงของตัวเอง จะทำให้ใจเริ่มผ่อนคลายขึ้น วีเองก็เริ่มเปิดตัวเองมากขึ้น และได้พบกับใครบางคนที่สำคัญในชีวิตเขา ผมไม่ได้ถามเขาว่า เขาพบกับแฟนคนปัจจุบันได้อย่างไร รู้แต่ว่า เขาทั้งสองคบกันมาสองปีแล้ว แต่ตอนที่เขาเพิ่งคบกันสองเดือน วีมีเหตุต้องเดินทางไปต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนผมต้องเดินทางไปไกลเป็นเดือน ผมก็มาคิดว่า จะเป็นยังไง ถ้าแฟนผมมีปัญหา และต้องการความช่วยเหลือ ผมคงช่วยอะไรเขาไม่ได้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเลยตัดสินใจ…ฝากแฟนไว้กับพ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงเป็นของฝากที่น่าแปลกใจที่สุดสำหรับพ่อ แต่วันนั้น คุณผู้อ่านครับ คนที่แปลกใจที่สุดกลับเป็นเจ้าตัวคนฝากของชิ้นสำคัญนั้นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ป๋า…ลูกมีเรื่องจะบอกนะ” วีเริ่ม หลังจากเตรียมตัว และคิดหน้าคิดหลังดีแล้วว่า ในรถนั่นแหละดีที่สุด การเดินทางขับรถในครั้งนี้คงเป็นครั้งที่สำคัญที่สุดของชีวิตเขา เขาจะไม่ปิดบังอะไรอีกแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“...ลูกไม่มีความรู้สึกกับผู้หญิงเลย” เขาบอกออกไป และรอคอยคำตอบอย่างจดจ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ป๋าของวีกลับไม่ได้แสดงอาการอะไร บอกเรียบๆ เพียงว่า “ป๋าก็คิดว่าอย่างนั้น…ป๋าไม่ว่าอะไรหรอก เป็นอะไร ป๋าก็รับได้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าตอนนั้น วีคงอยากหยุดรถ แล้วกอดป๋าไว้แน่นๆ แต่ทว่า สิ่งสำคัญยังไม่ได้บอก แล้วเขาก็บอกเรื่องแฟนไป “...เผื่อเขามีปัญหาอะไร เขาจะได้ติดต่อกับป๋าได้นะครับ” แล้วเขาก็เอาเบอร์แฟนให้ป๋าเก็บไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจจริงแล้ว หลังจากวันนั้น วีเล่าว่า เขาจะอยากบอกคนอื่นๆ ในบ้านให้หมดเกลี้ยงไปเลย พี่สองคนและน้องอีกคน ที่สำคัญคุณแม่ เขาอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ตอนที่ป๋าบอกว่า อย่าเพิ่งบอกออกไป และใช้เวลาสักพัก และแล้วเวลาก็พิสูจน์ว่า ป๋าพูดถูก ในระยะต่อมา น้องเขาก็รู้ความจริงโดยบังเอิญ วีเดาว่า น้องคงพบ “วีซีดี” ที่เขาเผลอวางทิ้งไว้ หรือจิตใต้สำนึกบอกให้เผลอ เขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาผ่านไปปีครึ่งหลังจากวันที่พูดความจริงกับพ่อ เขาพบว่า ความรู้สึกกลัวชาวบ้านจะรู้ตัวตนของเขานั้นไม่มีอีกแล้ว เขารู้สึกเป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นคง และรู้สึกว่า ต่อไปนี้ เขาจะไม่รู้สึกอึดอัดอยากจะบอกอะไรใครออกไปอีก แต่ถ้าใครอยากจะรู้ เขาจะบอก และเขาจะรอให้คนที่อยากรู้เป็นฝ่ายเข้ามาหาเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณผู้อ่านครับ ถ้าสิ่งนี้เรียกว่า “power” ผมว่า เขาคงรู้จักมันแล้วละครับ และรู้ว่า จะใช้มันยังไงเพื่อให้ตัวเราหลุดพ้น แทนที่จะปล่อยให้มันมามี power เหนือเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความลับนั้น เมื่อเป็นความลับ และไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว เขาก็จะไม่กลัวปฏิกิริยาของคนอื่น คนที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ คงคล้ายการเป็นผู้รู้ และผู้ตื่นแห่งชีวิตตัวเอง เพราะเมื่อเราถึงจุดที่เราสามารถขึ้นไปยืนได้อย่างมั่นคง และรู้ว่า สิ่งที่เราเป็นไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย หรือเสียหาย-อย่างแท้จริง เมื่อพบสายตาบางคู่ คนบางคนที่ไม่คิดอย่างนั้น โปรดบอกตัวเองว่า เขาเองนั่นแหละยังไม่ “หลุดพ้น”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และในวันหนึ่ง มารดาของเขาซึ่งเป็นคนที่เขาห่วงที่สุด ก็ได้รับรู้ความจริง วีคงเป็นผู้ชายอีกคนที่เลิกแอบแล้วพบว่า เขาค้นพบอะไรบางอย่างในตัวคนอื่นโดยเฉพาะคนใกล้ชิด เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้กับมารดา วันนั้นวีได้ยินแม่พูดว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พาเขามาไหว้แม่ละกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All rights reserved&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-7368069585499570801?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/7368069585499570801/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=7368069585499570801' title='16 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7368069585499570801'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/7368069585499570801'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/05/blog-post.html' title='“พ่อครับ ลูกขอฝากแฟนหน่อย”'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Fs_AmgZBnEw/Rj0yXD0Q7cI/AAAAAAAAAAk/3lw7H09PNwU/s72-c/twinkbeach.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>16</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5542492244746853708.post-5163463467735357970</id><published>2007-05-01T08:50:00.000+07:00</published><updated>2007-05-01T09:45:38.590+07:00</updated><title type='text'>Just “Move On”</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_Fs_AmgZBnEw/Rjaptz0Q7bI/AAAAAAAAAAc/eD2m01HBIAo/s1600-h/154065-5_fs.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_Fs_AmgZBnEw/Rjaptz0Q7bI/AAAAAAAAAAc/eD2m01HBIAo/s400/154065-5_fs.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5059417835865959858" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ  28-29 เมษายน 2007&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“พี่...ผมทำแล้วนะ...” ได้ยินอย่างนั้น ผมอดกระหยิ่มยิ้มย่องจนออกนอกหน้าไม่ได้ ดีนะที่เขาไม่เห็นหน้าผม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเขาก็วางสายไป ฟังน้ำเสียงดูแล้ว ผมเดาว่า เพื่อนรุ่นน้องคนนี้ของผมคงจะสบายใจขึ้นที่สุดท้าย เขาก็ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ น่าแปลกนะครับ คนเราตัดสินใจอะไรไปแล้ว แต่ก็ยังอยากให้ใครบางคนเป็นคนบอกให้ทำ สงสัยเผื่อไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็จะได้มีใครบางคนไว้คอยโทษไง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้หนึ่งอาทิตย์ “นายคณิต” มาบอกผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ไปเจอผู้ชายคนหนึ่งส่ง “สายตา” มาให้ เจ้าของดวงตาคนนั้นเป็นพนักงานอยู่ในร้านของห้างแห่งหนึ่ง ปกติคณิตก็ไปที่นั่นบ่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นคนนี้มาก่อน ทั้งสองคนเป็นแปลกหน้าของกันและกันอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วรู้ได้ไงว่า เขาสนเราน่ะ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ เพราะนายคนนี้มีแนวโน้มเป็นคนชอบคิดอะไรเข้าข้างตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ต้องใช่สิพี่ ดูเหมือนเขาจะยิ้มให้ผมเป็นพิเศษ ไม่รู้สิ ก็ไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้นนี่ แล้วอีกอย่าง ตอนผมจ่ายตังค์ เขายังเอานิ้วมาโดนมือผมด้วย” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่เนี้ยะนะ? &lt;strong&gt;บังเอิญชัดๆ…&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยถามเขาย้ำอีกทีว่า แล้วรู้ได้ไงว่า สายตาหรือรอยยิ้มที่หนุ่มคนนั้นส่งมาให้ มีความหมายอื่น นอกจากพนักงานแสดงความเป็นมิตรกับลูกค้า? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“รู้สิครับ ก็ตอนก่อนจะออกจากร้าน ผมยังแกล้งถามไปว่า น้องครับ มาทำงานที่นี่ทุกวันเลยเหรอครับ เขาก็ตอบผมเลยทันที ไม่มีลังเลเลยนะครับ แล้วก้อน้ำเสียงเขาก็ดูอ่อนลงด้วยนะพี่ ไม่เหมือนประโยคก่อนหน้านี้  เหมือนเรารู้จักกันมานานแสนนาน ผมยังรู้สึกร้อนวูบวาบ ใจสั่นตอนเขาส่งยิ้มทิ้งท้าย ต้องใช่แน่ๆ เลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบมาเป็นพรวนเชียว คง &lt;strong&gt;“อิน”&lt;/strong&gt; จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เขาพูดทำให้ผมนึกถึงคุณผู้อ่านที่เข้าไปเขียนความเห็นในบล็อคของบทความคอลัมน์นี้ จากหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับพื้นที่สำหรับแสดงตัวตนที่มีจำกัด แล้วก็มีความเห็นต่างๆ ว่า มนุษย์สีรุ้ง กว่าจะเจอกันได้ ก็คงแต่ในผับ บาร์ ซาวน่าหรือยังไง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้านายคณิตเกิดได้แฟนเพราะไปเดินห้าง คงจะดีไม่น้อย เอ...หรือถ้าเป็นแค่ “ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป” ล่ะ? ก็คงสุดแล้วแต่เขาสองคน ถ้าคนเราปิ๊งกัน คบกันได้นานๆ ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ ก็ถือว่า เรามีโอกาสรู้จักมนุษย์ในโลกเพิ่มอีกคน จะเป็นไรไป?“งั้นอย่างนี้...ต้องทำให้รู้ว่า เราก็สนเขาด้วย ขอเบอร์เลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าจะแนะนำไปตามที่ว่านั้น แต่มาคิดๆ ดู จะเป็นไปได้ยังไง อยู่ๆ ก็ไปขอเบอร์ชาวบ้าน? ถ้าเขาไม่ให้ คนขอคงหน้าแตกยับเยิน ผมเลยบอกเขาว่า ไปที่นั่นอีกคราวหน้า ก็เขียนเบอร์ตัวเองในกระดาษไว้เตรียมไว้ มีจังหวะ ยื่นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกสองสามวันต่อมา มันคงอดรนทนไม่ไหว ผมเองก็อยากจะรู้ว่า หนุ่มคนนั้นยิ้มให้เพราะมีใจ หรือนายคณิตคิดไปเอง แต่ผมก็ไม่คิดว่า เพราะแรงยุของผม มันจะทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พี่...ผมทำแล้วนะ ผมก็เขียนเบอร์เอาไว้อย่างที่พี่บอกผมแหละ เนี่ย ยังต้องแกล้งเขาไปเตร่ๆ ดูของ แล้วก็ซื้อออกมาด้วย ไม่ได้อยากซื้อหรอกไอ้ของนั่นน่ะ แต่ผมก็ถ่วงเวลารอจังหวะน่ะพี่ ตอนลูกค้าคนอื่นไม่อยู่แถวนั้น พอส่งของแล้วจ่ายตังค์ให้เขา ผมยังถามเขาด้วยนะว่า เลิกงานกี่โมง หยุดวันไหน เขาก็ตอบผมหมดเลยนะครับ อย่างนี้แล้ว ใช่ชัวร์เลยพี่ พอได้เงินทอน ผมก็ยิ้มให้ที แล้วก็เอากระดาษโน้ตนั่นวางไว้บนเคาน์เตอร์เลย โหย ตอนนั้น มีลูกค้าผู้หญิงผู้หญิงมายืนตรงนั้นด้วย ไม่รู้เห็นหรือเปล่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วเราส่งยิ้มให้สำทับอีกทีหรือเปล่าล่ะ” ผมถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จะยิ้มอะไรล่ะพี่ เขินจะตาย ผมเผ่นแนบออกมาจากร้านแทบไม่ทัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์นั่นเพิ่งจะเกิดเมื่อสองสามวันที่แล้ว คุณผู้อ่านเคยนั่งรอโทรศัพท์จากใครบางคนแบบทรมานจิตใจหรือเปล่าครับ? นายคณิตบ่นว่า ไม่เห็นน้องคนนั้นโทรมาหาซะที แทบทุกชั่วโมง เขาจะคอยมองโทรศัพท์ การงานไม่เป็นอันทำ ว้าวุ่นงุ่นง่านไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เขาคงยุ่งอยู่มั้ง หรือไม่ก็ เขาแค่รู้สึกดีที่มีใครบางคนสนใจ หรือไม่ก็ เป็นคนชอบหว่านเสน่ห์ อย่าคิดมากเลย ผ่านมาผ่านไปนะ” ผมพยายามปลอบ ผมเองก็เสียดายนะครับที่สิ่งที่นายคณิตทำไปจากแรงยุของผมมัน “ไม่เวิร์ค”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พี่ครับ ผมว่า ผมจะไปนั่งรอตอนเขาเลิกงาน ตอนสามทุ่ม จะดีมั๊ยพี่ ให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย รอโทรศัพท์อย่างนี้ ทรมานจะตาย ผมว่าจะชวนน้องเขาไปนั่งคุยกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วถ้าเกิดเขาไม่อยากไปกับเราล่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่รู้สิ แต่ผมอยากรู้นี่ครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะออกหัวหรือออกก้อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาเลย...ยังไงๆ เราก็ซื้อขนมติดไม้ติดมือไปด้วยนะ เอาเป็นข้ออ้าง และแสดงน้ำใจ ถ้าเขาไม่ออกไปกับเรา ก็ทำใจนะ เข้าใจมั๊ยคำว่า Move On น่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าจะไม่ยุ่งแล้วเชียวนะ เรื่องชาวบ้าน แต่มันน่าสนใจซะทุกเรื่องสิน่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายคณิตคงคิดคำนวณดูสถานการณ์อยู่ แต่ก็ดีนะครับ เขาไม่ถามผมว่า มันจะใช้เวลาแค่ไหนที่จะทำใจ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่า ถ้าคนเราผิดหวัง ไม่ได้อะไรอย่างที่ตั้งใจ แต่เรายังมองโลกในแง่ดี และมองด้านดีของสิ่งที่ตัวเองทำ มองด้านดีของอีกฝ่าย เราคงไม่ใช้เวลานานเกินไปที่จะกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง แล้วเราจะ Move On กับชีวิตเราต่อไป มันไม่มีอะไรแย่ไปตลอดหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ตอนนี้ที่แย่ก็คือ ผมรู้สึกทรมานจัง เพราะอยากจะรู้ว่า เขาจะกล้าไปชวนน้องคนนั้นมั๊ย?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-end-&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5542492244746853708-5163463467735357970?l=vitayas.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://vitayas.blogspot.com/feeds/5163463467735357970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=5542492244746853708&amp;postID=5163463467735357970' title='19 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/5163463467735357970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5542492244746853708/posts/default/5163463467735357970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vitayas.blogspot.com/2007/04/just-move-on.html' title='Just “Move On”'/><author><name>Vitaya Saeng-Aroon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15729061268933470849</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_Fs_AmgZBnEw/Rjaptz0Q7bI/AAAAAAAAAAc/eD2m01HBIAo/s72-c/154065-5_fs.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>19</thr:total></entry></feed>
